เย ธมมา


“เย ธมฺมา เหตุปฺปภวา

เตสํ เหตุํ ตถาคโต อาห

เตสญฺจ โย นิโรโธ

เอวํ วาที มหาสมโณติ ฯ”
“ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ พระตถาคตตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณะมีปกติตรัสอย่างนี้”

หลังจากพระอัสสชิ (น้องเล็กในปัญจวัคคีย์) ได้ฟังธรรมจากพระพุทธองค์จนบรรลุอรหันต์แล้ว เช้าวันหนึ่งท่านได้ออกบิณฑบาตรในกรุงราชคฤห์ และพบกับอุปติสสะปริพาชก (ปริพาชก คือ นักบวชที่ไม่ได้นับถือพระพุทธศาสนา) ด้วยอิริยาบถอันสงบสำรวมและมารยาทอันงดงามของพระอัสสชิ จึงทำให้อุปติสสะเกิดความเลื่อมใส และต้องการทราบว่าใครเป็นศาสดาของพระอัสสชิและมีคำสั่งสอนเช่นไร จึงได้เข้าไปสอบถาม

พระอัสสชิจึงแจ้งว่าตนเป็นนักบวชในสำนักของพระมหาสมณะ ผู้เป็นโอรสแห่งศากยวงศ์ อุปติสสะได้ถามต่อไปถึงหลักธรรมคำสอน พระอัสสชิจึงได้แสดงธรรมอันย่นย่อของพระพุทธองค์ให้อุปติสสะฟัง

เย ธัมมาฯ

หลังจากพระอัสสชิกล่าวจบ อุปติสสะก็ได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบัน จากนั้นอุปติสสะปริพาชกจึงเดินทางกลับมายังสำนัก และเล่าเรื่องที่ตนได้พบกับพระอัสสชิให้แก่สหาย คือ โกลิตตะปริพาชก พร้อมทั้งแสดงธรรมที่ได้ฟังมา เมื่อโกลิตตะได้ฟังธรรมก็บังเกิดดวงตาเห็นธรรมบรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นเดียวกัน

ปริพาชกทั้งสองจึงพากันไปเข้าเฝ้าฯ พระพุทธองค์ยังเวฬุวันมหาวิหาร และทูลขออุปสมบท พระพุทธองค์จึงประทานอนุญาตให้ปริพาชกทั้งสองได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุ

พระโกลิตตะ ซึ่งต่อมาก็คือพระโมคคัลลานะ หลังจากอุปสมบทได้ ๗ วัน ก็สำเร็จอรหัตตผล ส่วนพระอุปติสสะหรือพระสารีบุตร บรรลุเป็นอรหันต์หลังจากอุปสมบทได้ ๑๕ วัน
เย ธัมมาฯ ที่พระอัสสชิได้กล่าวนั้น เป็นการสรุปหลักธรรมสำคัญที่สุดของพระพุทธองค์ ซึ่งก็คือ “อริยสัจ ๔” อันได้แก่

ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก หมายถึงสภาพธรรมที่เกิดดับ และทำให้เวียนว่ายตายเกิดอยู่ในสังสารวัฏ ทุกข์เป็นผลที่เกิดเนื่องมาจากเหตุ

สมุทัย คือ เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ซึ่งได้แก่ ตัณหา

นิโรธ เป็นความดับทุกข์

และ มรรค คือ แนวทางปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์
เมื่อนำหลักอริยสัจสี่ประการ เข้ามาพิจารณากับคาถา เย ธัมมา จะแยกได้ดังนี้

คาถาบาทที่หนึ่ง มีความว่า ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ ก็หมายถึง ทุกข์ ซึ่งเป็น ผล ที่เกิดอันเนื่องมาจาก เหตุ

คาถาบาทที่สอง มีความว่า พระตถาคตตรัสเหตุของธรรมเหล่านั้น ก็หมายถึง สมุทัย ซึ่งคือ เหตุ ในอริยสัจข้อที่สอง

คาถาบาทสาม มีความว่า และความดับแห่งธรรมเหล่านั้น ก็คือพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเรื่อง นิโรธ และ มรรค ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติอันนำไปสู่ความดับทุกข์ในที่สุด

ส่วนคาถาบาทสุดท้าย ความว่า พระมหาสมณะมีวาทะไว้อย่างนี้ ก็คือ พระพุทธองค์ได้ตรัสสั่งสอนไว้เช่นนี้
พระคาถานี้ไม่ได้หมายเฉพาะแต่เรื่องอริยสัจสี่เท่านั้น แต่ยังหมายถึงหลักธรรมทั่วไปของพระพุทธศาสนาอีกด้วย เพราะกล่าวถึงความเป็น เหตุ และ ผล ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนมีเหตุและปัจจัย จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นพระคาถาสำคัญบทหนึ่งในพระพุทธศาสนา

นอกจากนี้ยังเป็นพระคาถาที่ทำให้พระพุทธองค์ได้สาวกองค์สำคัญ ก็คือพระโมคคัลลานะและพระสารีบุตรมาเป็นอัครสาวกซ้ายขวา

พุทธศาสนิกชนจึงนับถือพระคาถานี้มาก และนิยมจารึกคาถานี้ไว้ในงานศิลปกรรมทางพุทธศาสนาจำนวนมากมาย

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ เสาแท่งศิลาจารึกพระคาถาเย ธัมมาฯ ของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ถูกค้นพบจำนวนมาก รวมถึงศิลปวัตถุทางพุทธศาสนาในสมัยทวารวดีและศรีวิชัย ที่มีพระคาถาเย ธัมมาฯ จารึกอยู่

 

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๔ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๔ มหาวรรค ภาค ๑ http://www.84000.org/ ,

ธรรมจักรประกอบด้วยกงล้อ ๑๒ ซี่ อันสื่อถึงหลักปฏิจจสมุปบาท ๑๒

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s