Buddha

พุทธประวัติในพระพุทธเจ้าศรีศากยะมุนี

ก่อนพุทธศักราช 500 ปีเศษ ในชมพูทวีป  มีนครหนึ่งตั้งอยู่ข้างทิศเหนือใกล้แคว้นสักกชนบท มีกษัตริย์ปกครองนาม พระเจ้าอุกกากราช  พระองค์มีพระโอรสธิดากับพระมเหสีรวม 9 พระองค์ ต่อมา พระมเหสีทิวงคต พระเจ้าอุกกากราชทรงอภิเษกพระมเหสีองค์ใหม่ มีพระโอรสอีก  1 พระองค์ ทรงมีพระราชประสงค์จะพระราชทานราชสมบัติแก่พระโอรสองค์น้อยนี้  จึงรับสั่งให้พระโอรสและพระธิดาทั้ง 9 ไปแสวงหาตั้งนครแห่งใหม่ ด้วยคุณธรรมแห่งกตัญญุู เหล่าพระโอรสและธิดาจึงทรงมุ่งหน้าไปแสวงหาเมืองใหม่ การนี้พระอุกกามุขราชกุมารเป็นหัวหน้า  ทั้งนี้ พระเจ้าอุกกากราชทรงยกจาตุรงคเสนาพร้อมด้วยช่างทุกหมู่ ตลอดกสิกร สัตว์พาหนะและปศุสัตว์ทุกประเภทให้ไปส่วนหนึ่งเพื่อจะได้สร้างนครใหม่ คณะของพระอุกกามุขกุมารได้มุ่งไปยังดงไม้สักกะ ใกล้ภูเขาหิมพานต์ อันเป็นสถานที่อยู่ของกบิลดาบส ครั้นได้สร้างนครแล้ว จึงตั้งนามว่า “กบิลพัสดุ์” ปกครองอย่างคณะกษัตริย์

เมื่อถึงคราอภิเษก เหล่ากษัตริย์ทั้ง 4 พระองค์นั้นทรงอภิเษกสมรสด้วยเจ้าหญิงในวงศ์เดียวกัน ทั้ง 4 คู่ เพื่อรักษาสายพระโลหิตให้บริสุทธิ์ ต่อมาพระเจ้าอุกกากราชทราบความก็ทรงสรรเสริญว่าเป็นผู้สามารถในคุณธรรมแห่งกษัตริย์ (สักกะ) จึงได้เป็นนามแห่งราชวงศ์ใหม่ คือ  ศากยวงศ์  ฝ่ายเจ้าหญิงพระองค์ใหญ่นั้น ทรงได้อภิเษกกับพระเจ้ากรุงเทวทหะ ตั้งวงศ์กษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง เรียกว่า โกลิยวงศ์  ทั้ง 2 ราชวงศ์มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันเรื่อยมานับหลายร้อยปี

พระเจ้าสุทโธทนะทรงเป็นพระโอรสของพระเจ้าสีหหนุราชแห่งศากยวงศ์กับพระนางกาญจนา (พี่สาวของพระเจ้าอัญชนะ กษัตริย์แห่งนครเทวทหะ) ต่อมาได้ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางมายา พระธิดาในพระเจ้าอัญชนะและพระนางยโสธรา (พี่สาวของพระเจ้าสีหหนุราช กษัตริย์แห่งนครกบิลพัสดุ์ )

ครั้นเมื่อ 80 ปี ก่อนพุทธศักราช  สันตุสิตเทวราชเสวยทิพยสมบัติอยู่ในรัตนวิมานสวรรค์ชั้นดุสิตเทวโลก ท้าวมหาพรหมและเทวราชในสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นฟ้า ได้มาอาราธนาพระโพธิสัตว์เจ้าให้จุติเป็นมนุษย์เพื่อจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าด้วยถึงกาลบารมีแล้ว

สันตดุสิตเทพวราช

ครั้นได้เวลาอันสมควร พระโพธิสัตว์เจ้าก็เสด็จจุติลงมาสถิตย์ในครรภ์ของพระนางเจ้ามายาราชเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ ณ  นครกบิลพัสดุ์ ในวันเพ็ญ เดือน 8 ปีระกา ก่อนพุทธศักราช 80 ปี

2dream

พระนางเจ้ามายาราชเทวีทรงพระสุบินว่า มีเศวตกุญชร ช้างเผือกเชือกหนึ่ง ชูงวงจับดอกปุณฑริกปทุมชาติเพิ่งแย้มบาน กลิ่นหอมฟุ้งตระหลบ ลงจากภูเขาทองด้านอุตตรทิศ ร้องก้องโกญจนาทเดินเข้าไปในวิมาน ทำปทักษิณเวียนพระแท่นที่บรรทม  3 รอบ แล้วปรากฏเสมือนเข้าไปสู่พระอุทรทางเบื้องขวาของพระราชเทวี

ครั้นเวลารุ่งเช้า พระนางเจ้ามายาราชเทวี จึงกราบทูลเรื่องพระสุบินนิมิตแก่พระเจ้าสุทโธทนะ จึงรับสั่งให้เชิญพราหมณ์ปาโมกข์โหราจารย์เข้ามาเฝ้า พราหมณ์ทั้งหลายก็ทูลพยากรณ์ว่า พระสุบินของพระราชเทวี เป็นมงคลนิมิตปรากฏ พระองค์จะได้พระปิโยรส เป็นอัครบุรุษมนุษย์ชายชาติเชื้ออาชาไนย มีบุญญาธิการยิ่งใหญ่ในโลก

3birth

เมื่อพระนางเจ้ามายาราชเทวีทรงพระครรภ์อยู่  10 เดือนบริบูรณ์แล้ว มีพระทัยปรารถนาจะเสด็จไปเมืองเทวทหนคร อันเป็นชาติภูมิของพระองค์ ในวันวิสาขปุณณมี เพ็ญเดือน 6 ออกจากพระนครในเวลาเช้า เสด็จไปตามมรรคาโดยสวัสดี ตราบเท่าบรรลุถึงลุมพินีสถาน อันตั้งอยู่ในระหว่างพระนครทั้งสอง พระนางเจ้ามีพระทัยปรารถนาจะเสด็จประพาส ครั้นเสด็จดำเนินไปถึงร่มไม้สาลพฤกษ์ ทรงยกพระหัตถ์เหนี่ยวกิ่งสาละซึ่งอ่อนน้อมค้อมลงมา ขณะนั้นก็ประจวบประชวรพระครรภ์ใกล้ประสูติ เจ้าพนักงานรีบจัดสถานที่ผูกม่านแวดวงเข้ากับภายใต้ร่มไม้สาละถวายเท่าที่พอจะทำได้  พระราชโอรสก็ทรงประสูติ ณ เวลานั้น

4first declaration

ในท่านกลางเทพพรหมในหมื่นมิติจักรวาล  พระกุมารก็บ่ายพระพักตร์ไปทางอุตตรทิศ เสด็จย่างพระบาทไปบนพื้นแผ่นทอง อันท้าวจตุโลกบาลถือรองรับไว้ได้ 7 ก้าว แล้วทรงหยุดประทับยืนบนทิพยปทุมบุบผาชาติ อันมีกลีบได้ 100 กลีบ ทรงเปร่งพระสุรเสียงอันไพเราะดุจเสียงท้าวมหาพรหม ดำรัสอาภิสวาจาด้วยพระคาถาว่า

อคฺโคหมสฺมิ โลกสฺส เชฏฺโฐ เสฏฺโฐ หมสฺมิ อยนฺติมา เม ชาติ นตฺถิทานิ ปุนพฺภโว ฯ

ถอดความได้ว่า

ในโลกนี้ เราเป็นยอด เป็นผู้เจริญที่สุด เป็นผู้ประเสริฐที่สุด

การเกิดของเรานี้เป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มี

ครั้นกษัตริย์ศากยราชทั้งสองพระนครทรงทราบข่าวพระกุมารประสูติ จึงเสด็จมา แล้วจึงต่างเสด็จไปสู่นครกบิลพัสดุ์

2anya

อสิตะดาบส อาจารย์ของพระเจ้าสุทโธทนะได้มาพินิจพระกุมารว่ามีพระลักษณะพระโพธิสัตว์เจ้า จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า

1teller

 

ครั้นถึงวันเป็นคำรบ 5 นับแต่พระกุมารประสูติมา พระเจ้าสุทโธทนราชจึงโปรดให้ทำพระราชพิธีโสรจสรงองค์พระกุมาร แล้วเชิญพราหมณาจารย์ผู้เชี่ยวชาญในไตรเพท 108 คน ให้เลือกสรรเอาพราหมณ์ 8 คน  เพื่อพิจารณาพระลักษณะพยากรณ์

พราหมณ์ 8 คนนั้น มีนามว่า รามพราหมณ์  ลักษณะพราหมณ์  ยัญญพราหมณ์  ธุชพราหมณ์  โภชพราหมณ์   สุทัตตพราหมณ์  สุยามพราหมณ์  โกณทัญญพราหมณ์ พราหมณ์ 7 ท่านแรกยกนิ้วมือขึ้น 2 นิ้ว ทูลเป็นสัญลักษณ์ทำนายว่า พระราชกุมารนี้ผิว่าสถิตอยู่ในฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ผิว่าออกบรรพชาจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนโกณทัญญพราหมณ์ยกนิ้วมือเดียว เป็นสัญลักษณ์พยากรณ์ว่า พระราชกุมารบริบูรณ์ด้วยพระมหาบุรุษลักษณ์ จะอยู่ครองฆราวาสวิสัยมิได้ จะเสด็จออกบรรพชาและตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยแท้

พราหมณ์ทั้ง 8 ต่างร่วมกันถวายพระนามแด่พระกุมารว่า อังคีรส และ สิทธัตถะ 

3medi

เมื่อกุมารเจริญวัย ทรงสนพระทัย ได้ความสงัดเป็นสุข ก็ทรงนั่งขัดสมาธิเจริญสิต บังเกิดปฐมฌาน ต่อมาได้ทรงศึกษาศิลปวิทยา 16 ประการตามอย่างขัตติยราช

4fight

เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะ อายุ 16 ปี พระเจ้าสุทโธทนะ ตรัสขอ นางยโสธรา พระราชบุตรีของพระเจ้าสุปปพุทธะแห่งเทวทหนคร กับพระนางอมิตา (พี่สาวของพระเจ้าสุทโธทนะ) มาอภิเษกเป็นพระชายาของพระสิทธัตถกุมาร

1marry

วันหนึ่ง พระสิทธัตถะเสด็จประพาสพระราชอุทยาน โดยรถพระที่นั่ง ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวทูตทั้ง 4 คือ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และสมณะ จึงทรงระลึกถึงวัฏฏะแห่งชีวิต ทรงเห็นอารมณ์อันทำใจให้เศร้าหมอง เหตุความรัก ความชัง ความหลง ดุจเป็นทางมาแห่งธุลี บรรพชาจึงเป็นช่องว่างพอเป็นที่แสวงหาอุบายนั้นได้

3sunvej

ครั้นเจ้าชายสิทธัตถะทรงตื่นบรรทมในเวลาดึกสงัดแห่งราตรีนั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นนางบำเรอฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรีเหล่านั้น นอนหลับอยู่เกลื่อนภายในปราสาท เป็นการเพิ่มกำลังความดำริในการออกบรรพชาในเวลาย่ำค่ำเพิ่มขึ้นอีก

4seeworld

ทรงออกจากปราสาท พบนายฉันนะก็ให้จัดเตรียมม้าพระที่นั่ง พร้อมดีแล้วก็เสด็จขึ้นประทับม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะตามเสด็จหนึ่งคน เสด็จออกจากพระนครในราตรีกาล

2excile

พอจวนเวลาใกล้รุ่ง  ก็บรรลุถึงฝั่งแม่น้ำอโนมานที  ทรงดำริว่า เกศาของอาตมานี้ ไม่สมควรแก่สมณเพศ จึงทรงจับพระโมลีด้วยพระหัตถ์ซ้าย พระหัตถ์ขวาทรงพระขรรค์ ตัดพระโมลีให้ขาดออกเรียบร้อยด้วยพระองค์เอง

3cuthair

พระมหาบุรุษเสด็จจาริกไปสู่สำนักอาฬารดาบส กาลามโคตร  ร่ำเรียนจนจบ จากนั้นไปสู่สำนักอุทกดาบส รามบุตร ร่ำเรียนจนเจนจบ แต่ก็ยังมิบรรลุธรรม จึงทรงใช้วิถีแห่งตบะ บำเพ็ญทุกกรกิริยา ดังสมณะในยุคนั้น

ปัญจวัคคีย์มาถวายดูแล ทรงทุกกรกิริยาจนถึงที่สุด กระทั่งทรงอสัญญีภาพ (สลบ) ก็ทรงได้สติว่า แม้จะทรมานจนอุกฤษฐ์ แล้วก็ยังไม่บรรลุธรรม จึงทรงระลึกว่า มิใช่วิถีถูกต้อง  ทันใดนั้น ทรงได้ยินเสียงพิณทิพย์สามสายดังมา สายหนึ่งตึงนัก พอดีดไปหน่อยก็ขาด สายหนึ่งหย่อนนัก ดีดเข้าก็ไม่บันลือเสียง อีกสายหนึ่ง ไม่ตึงไม่หย่อนพอปานกลาง ดีดเข้าก็บันลือเสียงไพเราะเจริญใจ ก็ทรงตระหนักถือเอาเป็นนิมิต ทรงพิจารณาเห็นแจ้ง มัชฌิมาปฏิปทา บำเพ็ญเพียรทางจิต ปฏิบัติปานกลาง ไม่ตึงนักไม่หย่อนนัก ก็กลับเสวยพระอาหารตามเดิม ฝ่ายปัญจวัคคีย์ต่างผู้มีความนิยมในตบะบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่แต่เดิม พากันถอดใจว่าพระองค์คงจะไม่อาจบรรลุธรรมวิเศษ จึงพากันหลีกไปเสียจากที่นั้น ไปอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี

4muni

เมื่อเจริญพระวรกายดีแล้ว ณ ยามเช้าแห่งวันเพ็ญวิสาขะปุรณมี กลางเดือน 6 ปีระกา ทรงเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่ควงไม้นิโครธพฤกษ์ นางสุชาดา ธิดาของคฤหบดีผู้มั่งคั่งในตำบลนั้นหุงข้าวมธุปายาสอันประณีตไปบวงสรวงเทพารักษ์ที่ได้ไปบนบานไว้ เห็นพระมหาบุรุษงามด้วยรัศมี  ก็มีความโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง สำคัญว่าเป็นรุกขเทวดา จึงเดินยอบกายเข้าไปเฝ้าแต่ไกลด้วยคารวะ ครั้นเข้าไปใกล้จึงน้อมถาดข้าวปายาสถวายด้วยความเคารพยิ่ง

1visakha

ครั้นทรงปั้นข้าวปายาสเป็นปั้น ๆ ได้ 49 ปั้น เสวยจนหมด แล้วทรงถือถาดลงสู่แม่น้ำ ทรงอธิษฐานเสี่ยงพระบารมีว่า ถ้าอาตมาจะได้ตรัสแก่พระปรมาภิเสกสัมโพธิญาณแล้ว ขอให้ถาดนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป แล้วทรงลอยถาดทองนั้นลงในแม่น้ำเนรัญชรา ถาดทองนั้นได้ลอยทวนกระแสน้ำเนรัญชราขึ้นไปประมาณ 1 เส้น แล้วถาดทองนั้นก็จมลงตรงนาคภพพิมาน แห่งพญากาฬนาคราช

2athithan

จากนั้นจึงลงนั่งลงยังต้นโพธิ์พฤกษ์ ก่อนที่จะเริ่มทำความเพียรโดยสมาธิจิต ได้ทรงตั้งสัตยาธิษฐานในพระทัยว่า ถ้าอาตมายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเพียงใด แม้พระโลหิตและพระมังสะจะเหือดแห้งไป จะเหลือแต่พระตจะ (หนัง) พระนหาลุ (เอ็น) และพระอัฏฐิ (กระดูก) ก็ตามที จะไม่เลิกละความเพียร โดยเสด็จลุกไปจากที่นี้

ท้าวปรนิมมิตวสวัตตีมาราธิราชเล็งเห็นเหตุการณ์ จึงทรงธิดา นางโลภะ นางโมหะ นางโทสะ แปลงกายมายั่วยวน เพื่อให้เลิกบำเบ็ญเพียร

3vice

ครั้นไม่สำเร็จ พญาปรนิมมิตวสวัตตีจึงทรงเรียกพลเสนามารมากกว่ามาก พร้อมด้วยสรรพาวุธและสรรพวาหนะที่ร้ายแรงเหลือที่จะประมาณเต็มไปในท้องฟ้าอ้างทวงที่ประทันแห่งมหาบุรุษ มหาบุรุษจึงตรัสเรียก นางวสุนธรา พระแม่ธรณี มาเป็นพยาน พระแม่ธรณีก็ชำแรกแทรกพื้นปฐพีปราฏกกายขึ้นกระทำอัญชลีถวายอภิวาทต่อพระมหาบุรุษ แล้วเปล่งวาจาประกาศเป็นพยานในการบำเพ็ญมหากุศลของพระองค์ มื่อกล่าวแล้วนางวสุนธราก็ประจงหัตถ์อันงามปล่อยมวยผม บีบน้ำตรวจอุทิศผลมหากุศลที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงสะสมไว้แต่อเนกชาติให้ไหลหลั่งออกมาเป็นทะเลหลวงท่วมนองไปทั่วบริเวณ พ่ายพลมารก็พ่ายไป

4mara

ต่อนั้น ก็ทรงเจริญฌาน อันเป็นองค์ปัญญาชั้นสูงทั้ง 3 ประการ ยังองค์พระโพธิญาณให้เกิดขึ้นเป็นลำดับ  ในปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ สามารถระลึกชาติที่พระองค์ทรงบังเกิดมาแล้วทั้งสิ้นได้ ในมัชฌิมยาม ทรงบรรลุจุตูปปาตญาณ  สามารถหยั่งรู้การเกิดการตาย ตลอดจนการเวียนว่ายของสัตว์ทั้งหลายอื่นได้หมด

2maka

ครั้นในปัจฉิมยาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ ทรงปรีชาสามารถทำอาสวะกิเลสทั้งหลายให้หมดสิ้นไปด้วยพระปัญญา พิจารณาในปัจจยาการแห่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม ก็ทรงบรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

3enlight

เมื่อตรัสรู้แล้ว ทรงเสวยวิมุตติสุข เป็นเวลา 7 สัปดาห์

4naka

ในสัปดาห์สุดท้าย ทรงเล็งพระทัยว่าจะสั่งสอนสรรพสัตว์หรือไม่ ทรงพินิจบัว 3 เหล่า แล้วจึงทรงพระทัยเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โปรดเวไนยสัตว์

1lotus

พระพุทธองค์ได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน และได้แสดงธรรมเทศนากัณฑ์แรก คือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ณ วันเพ็ญเดือน 8 คือวันอาสาฬหบูชานั่นเอง ซึ่งกล่าวถึงที่สุด 2อย่าง อันบรรพชิตไม่ควรปฏิบัติ คือการลุ่มหลงมัวเมาในกาม 1 การทรมาณตนให้ลำบากเปล่า 1 มัฌิมาปฏิปทา ทางสายกลางที่ควรดำเนินคือ อริยสัจจสี่และมรรคมีองค์แปด

1arsan

ในวันเพ็ญเดือน 3 เทศกาลมาฆะ ทรงแสดง โอวาทปาฏิโมกข์ อันได้แก่ ละความชั่ว ทำความดี ทำจิตในบริสุทธิ์ แด่พระอรหันตสาวก 1,250 องค์

2makha

พระพุทธเจ้าทรงเสด็จนครกบิลพัสดุ์ ทรงโปรดศากยวงศ์

3papa

พระพุทธเจ้าทรงประทานบรรพชา พระราหุล อันเป็นการให้ราชสมบัติเป็นทรัพย์มิพึงประมาณ

4rahura

พระพุทธเจ้าทรงโปรด ตาวตึงสเทพบุตร ผู้เป็นอดีตชาติพระนางมายาราชเทวี พระมารดา ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์

1heaven

ครั้นครบเวลากำหนด จึงทรงกลับลงมายังมนุษยโลก ทรงเปิดโลกธาตุทั้ง 3 ให้เห็นถึงกัน

2openworld

พระพุทธเจ้าทรงจาริกไปเพื่อสั่งสอนนาน 45 ปี จึงทรงรับอาราธนาปรินิพพาน ทรงอาพาธหลังจากรับถวายสุกรมัทรวะ

3sick

แท้จริง วินัยที่เราได้บัญญัติแก่ท่านทั้งหลายก็ดี ธรรมที่เราได้แสดงแล้วแก่ท่านทั้งหลายก็ดี เมื่อเราล่วงไป ธรรมและวินัยนั้น ๆ แล จักเป็นศาสดาของท่านทั้งหลาย สิ่งอื่นใด ๆ อย่าได้นำมาเป็นที่พึ่งพาว่าเป็นพระศาสดา นอกจากพระธรรมวินัยเถิด

ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย สังขารทั้งหลายมีความเสื่อม ความสิ้นไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญไตรสิกขา คือศีล สมาธิ ปัญญา ให้บริบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด

ครั้นพระพุทธเจ้าเสด็จอยู่ในสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ตามเวลาที่พระองค์ทรงกำหนดแล้ว ก็เสด็จออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนะ ถอยออกจากสมาบัตินั้นโดยปฏิโลมเป็นลำดับ จนถึงปฐมฌาน  ทุติยฌาน  ตติยฌาน  ทรงเข้าจตุตถฌาน เมื่อออกจากจตุตถฌานแล้ว ก็เสด็จปรินิพพาน ณ ปัจฉิมยามแห่งราตรีวิสาขะปุรณมี เพ็ญเดือน 6

4niravarn

ครั้นสว่างแล้ว พระอนุรุทธเถระเจ้าก็มีเถระบัญชาให้พระอานนท์รีบเข้าไปในเมืองกุสินารา แจ้งข่าวปรินิพพานของพระผู้มีพระภาคแก่มัลลกษัตริย์ทั้งหลาย เมื่อมัลลกษัตริย์ได้สดับข่าวปรินิพพาน ก็กำสรดโศก ด้วยความเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นกำลัง จึงดำรัสสั่งให้ประกาศข่าวปรินิพพาน แก่ชาวเมืองให้ทั่วนครกุสินารา แล้วนำเครื่องสักการบูชา นานาสุคนธชาติ พร้อมด้วยผ้าขาว 500 พับ เสด็จไปยังสาลวัน ที่เสด็จปรินิพพาน ทำสักการบูชาพระสรีระพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยบุบผามาลัยสุคนธชาติเป็นเอนกประการ จากนั้น จึงอัญเชิญพระสรีระของพระผู้มีพระภาคไปโดยทิศทักษิณแห่งพระนคร เพื่อถวายพระเพลิงยังภายนอกพระนคร

เมื่อพระมหากัสสปเถระเดินทางพร้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์เดินทางมาถึงบริเวณที่ถวายพระเพลิงพระสรีระ พระพุทธเจ้า การทำการไหว้พระสรีระพระพุทธเจ้า จากนั้นก็เดินลงจากที่ประดิษฐานพระสรีระพระพุทธเจ้า ได้เกิดอัศจรรย์ ไฟที่ถวายพระสรีระศพเกิดผลันลุกติดขึ้นมาทันดล

 

One thought on “Buddha

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s