Bitcoin

Bitcoin และ Blockchain คืออะไร ?

บทนำ ปัจจุบันโลกของเรามีระบบการเงินที่สืบเนื่องกันมาตั้งแต่ยุคกลางและยุคใหม่ผ่านตัวกลางสำคัญคือ ธนาคาร เวลาจะโอนเงินไปไหนมาไหน ถอน/ฝาก/โอน/จ่าย จะต้องผ่านธนาคาร เพราะธนาคารเป็นสิ่งเดียวที่จะรับรองและค้ำประกันกับเราได้ว่า มีการโอนเงินเกิดขึ้นจริง ฝากจริง ถอนจริง แล้วเราก็สามารถเชื่อตามการรับรองนั้นเพราะธนาคารจะออกคำรับรอง ( slipหรือ statement ) โดยธนาคารจะเรียกเก็บเก็บค่าบริการซึ่งแตกต่างกันไปตามแต่ละธนาคารนั้นๆ ซึ่งจะแพงมากน้อยแค่ไหนก็เป็นตามประกาศของแต่ละธนาคารนั้นๆ

หากแต่การเปลี่ยนแปลงเริ่มในปี 2008 เกิดวิกฤติ ที่อเมริกา ค่าเงิน USD ตกต่ำลง รัฐบาลนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช แก้ปัญหาด้วยการบอกว่าจะ พิมพ์เงินเข้าระบบ (อเมริกาสามารถพิมพ์เงินได้ตามทองคำสำรอง (ซึ่งอ้างว่ามีอยู่ในประเทศตนเองแต่ไม่ได้ขุดขึ้นมา จึงไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่จริงเท่าไร) เพื่อทุกคนจะได้มีเงินไปใช้หนี้หรือจับจ่ายกันต่อไป แน่นอนว่าพิมพ์ออกมาเกือบ 10% ของเงินตราหมุนเวียนโดยไม่ต้องมีทองมารับประกันด้วย เกิดภาวะเงินคล่องตัวในทันที ณ ขณะนั้น ประประเทศอื่นก็เลยบอกว่า มันผิดวินัยทางการเงินการคลัง แต่ถ้าอเมริกาทำได้ ประเทศอื่นก็ทำได้ สหภาพยุโรปเลยพิมพ์บ้าง เพราะก็มีหนี้เยอะเหมือนกัน

ธนาคารเสมือนจริง

ทันใดนั้นก็เกิดกระแสว่า ถ้ารัฐบาลแต่ละประเทศไม่รักษาวินัยทางการเงินการคลังเช่นนี้ อะไรจะเป็นหลักค้ำประกันด้านการเงิน วิกฤติการเงินจะเกิดขึ้นไหม เราจะสามารถเชื่อถืออะไรกับระบบการเงินที่ควบคุมโดยรัฐบาลได้อีก ถ้าคนเป็นหนี้มากก็แค่พิมพ์แบงค์ออกมาใช้ หนี้ของเราก็หมดไป แน่นอนว่าคนที่ถือ USD ยังยิ้ม เพราะระบบการเงินหลักใช้ USD ในการแลกเปลี่ยน ดังนั้นพิมพ์เงินมาก็มีอยากได้ไว้ในครอบครอง ยิ่งพิมพ์มากยิ่งดี (ไม่มีใครคิดว่าค่าเงิน USD จะตกอย่างในบางประเทศของอาฟริกา)

จุดเปลี่ยนสำคัญ คือ นาย ซาโตชิ นากาโมติ (Satoshi Nakamoto, ชื่อในระบบ P2P foundation ถือระบุว่าเป็นชาวญี่ปุ่น แต่ในทางลับระบุว่าเป็นชาวอเมริกัน) ได้ปฏิวัติแนวคิด เนื่องจากประเด็นการใช้จ่ายเงินสดโอนข้ามประเทศที่โดนค่าธรรมเนียมแพงแบบไม่มีเหตุผล จะออมเงินไว้เฉยๆ ฝากกินดอกเบี้ยใช้ตอนแก่ๆ ก็ไม่มั่นใจล่ะ เพราะอยู่ๆ ก็พิมพ์เงินออกมาใหม่จนเกิดเงินเฟ้อ เป็นการลดค่าเงินที่ออมไปหมดสิ้น เขาจึงเสนอเทคโนโลยี Blockchain และ เงิน Bitcoin นา่ยนากาโมโต กำหนดเงินให้เรียกว่า Bitcoin ขึ้นมาบนโลก Internet และ แทนที่จะให้ธนาคารเป็นคนโอนก็ปรับมาใช้เทคโนโลยี Blockchain เป็นระบบในการโอนเงินนี้ต่อกัน

การยอมรับ ฺBitcoin

เทคโนโลยี Blockchain เป็นระบบรองรับที่ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งล้อกับระบบการเงินเดิม ปกติเราจะโอนเงิน มีแค่ธนาคารอย่างเดียวที่สามารถมีเอกสารในมือที่รู้ได้ว่าเรามีเงินเท่าไหร่ เราจะโอน ระบบก็จะเช็คว่าเรามีเงินพอโอนไหม ถ้ามีพอก็จะไปบอกบัญชีปลายทางว่ามีเงินเข้านะ แล้วพอเรากดโอน ระบบก็จะแจ้งไปที่ปลายทางว่ามีเงินโอนแล้วนะ ที่ปลายทางก็จะยืนยันว่ามีเงินโอนมาแล้วด้วยตัวเลขเดียวกัน (ตามอัตราแลกเปลี่ยน) แล้วธนาคารก็คิดค่าธรรมเนียมของกระบวนการนี้

แต่เทคโนโลยี Blockchain นี้เปิดให้ทุกคนมีเอกสารข้อมูลบัญชีที่ว่านั่นทั้งหมดแบบสาธารณะ คือ ทุกคนเข้าถึงได้ เราสามารถรู้และตรวจสอบได้หมดเลยว่าบัญชีไหน มีเงินเท่าไหร่ ใครโอนให้ใคร รับต่อกันยังไง จุดที่สำคัญคือ การยืนยันและความน่าเชื่อถือ เราจะยืนยันการโอนเงินอย่างไง แล้วจะเชื่อถือได้อย่างไง
เทคโนโลยีนี้ก็จะสร้างข้อมูลเรียงกันเป็นบล็อคๆ ซึ่งก็จะเรียงตั้งแต่การโอนครั้งแรกไปจนถึงการโอนในปัจจุบัน

สมมติว่านาย ก จะโอนเงินให้ นาย ข 100 บาท ระบบก็จะประกาศว่า โอเคนาย ก จะโอนไปให้นาย ข 100 บาทนะ ทุกคนก็จะเช็คข้อมูลว่าบัญชีนาย ก มีเงินมากกว่า 100 บาทเพื่อที่จะโอนอยู่รึเปล่า ถ้ามากกว่า ทุกคนก็จะประกาศว่าโอเค และยอมให้การโอนนี้เกิดขึ้นได้ พอเกิดขึ้นก็จะเอาข้อมูลพวกนี้ ใส่ลงใน Block ต่อๆกันไปแล้วพอทุกคนยืนยันว่าการโอนนี้ลงข้อมูลใส่ใน Block เรียบร้อย การโอนนี้ก็ถือว่าเสร็จสิ้น

จะเห็นได้ว่า นาย ก ไม่มีทางโกงที่จะไม่โอนหรือเงินไม่พอจะโอนได้เลย เพราะทุกๆ คนถือข้อมูลเป็นสาธารณะอยู่ เราสามารถเชคได้ตั้งแต่แรกว่านาย ก มีเงินอยู่เท่าไหร่ และถ้าเงินไม่พอทุกคนก็จะบอกว่า เงิ
โอนก็ไม่เกิดขึ้น และจะไม่ถูกบันทึกลงใน Block ของข้อมูล

ความน่าเชื่อถือของ Blockchain ก็คือเทคโนโลยีในการจัดเก็บข้อมูลรูปแบบหนึ่งที่มีลักษณะเป็นบล็อกเรียงต่อกันเป็นสาย แต่ละบล็อกก็จะมีชุดข้อมูลที่สามารถเชื่อมโยงไปยังบล็อกก่อนหน้าได้

blockchain

ในปัจจุบัน Blockchain ไม่ได้ใช้ได้เฉพาะแต่กับระบบทางการเงินเท่านั้น แต่ยังนำไปใช้กับระบบอื่นๆ ที่แต่เดิมต้องตัดสินใจผ่านระบบรวมศูนย์และทำผ่านตัวกลางเพียงตัวเดียวเท่านั้น ระบบ Blockchain สามารถทดแทนและใช้ทรัพยากรน้อยกว่าได้ทั้งหมด

ตัวอย่างเช่น การทำประกันภัย มีเอกสารมากมาย เราสามารถจัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ลง Blockchain แทนการใช้เอกสาร ถึงเวลาจะเคลม ไม่ต้องไปขอเอกสารหรือหาเลขกรมกรรม์อีก เพราะระบบมีข้อมูลอยู่ในตัวอยู่แล้ว แค่ยืนยันบัตรประชาชนหรือพาสปอร์ตก็พอ อีกตัวอย่างหนึ่งก็คือ การติดตามสินค้า เช่น การติดตามเส้นทางขนส่งของสินค้าแต่ละชิ้นที่มีการซื้อขายในระบบออนไลน์ ก็จะทำให้รู้ได้ทันทีว่าสินค้ารายการไหนถูกส่งออกมาจากคลังแห่งใด, ขายไปยังลูกค้ารายใด ถึงวันไหน หมดอายุประกันวันไหน รวมถึงหากเกิดปัญหากับสินค้าชิ้นนั้นๆ ก็สามารถสืบไปถึงต้นตอได้ทันทีว่าเกิดจากตรงไหน โดยทุกๆ ข้อมูลที่มีการบันทึกลงไปใน Blockchain นั้นจะไม่สามารถถูกลบออกไปได้ (เพราะทุกคนมีข้อมูลนี้อยู่ในมือกันหมด ถ้าจะลบก็ต้องไปลบทุกคนซึ่งเป็นไปไม่ได้) และสามารถติดตามลำดับการบันทึกข้อมูลย้อนหลังทั้งหมดได้อย่างโคตรง่ายและโปร่งใส (ผลของ big data และ internet of thing) เมื่อมีการอัปเดตข้อมูลจากกิจกรรมใดๆ จากใครก็ตาม ระบบก็จะอัปเดตไปด้วยกันทั้งหมดในทันที การมาของเทคโนโลยีนี้ดูเหมือนจะสามารถกำจัดตัวกลางในการโอนอย่างธนาคารไปได้ เพราะเราจะโอนเงินให้ใครไม่จำเป็นต้องมีค่าธรรมเนียมในการโอน ไม่ต้องให้ธนาคารมาช่วยยืนยันความสำเร็จของการโอน เพราะทุกๆ คนในระบบมาช่วยยืนยันความถูกต้องของข้อมูล แถมน่าเชื่อถือว่าธนาคารอีก เพราะไม่อาจจะโกงได้ (ยกเว้น hacker)

ระบบ blockchain ได้ทำการรองรับความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเมื่อเปิดการใช้เงิน Bitcoin ก็ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อได้ว่า เงิน bitcoin มีอยู่จริง แต่เป็นสกุลเงินในรูปแบบของดิจิทัล ถูกสร้างขึ้นมาด้วยภาษาคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเป็นเจ้าของ Bitcoin ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้เหมือนธนบัตรหรือเหรียญเงินตรา โดยคุณนากาโมโตได้เขียน Code ในการยืนยันธุรกรรมของ Bitcoin ขึ้นมาเป็น Algorithm ของคณิตศาสตร์ และแจกฟรีแก่ทุกคนทั่วโลกให้เอาไปใช้ แล้วก็ใช้ Blockchain ในการเป็นระบบการโอนเงินต่อกัน

การเปิดบัญชี Bitcoin นั้นทำง่ายมากๆ ใช้แค่ E-Mail คุณก็สามารถมีบัญชี Bitcoinได้ จะกี่บัญชีก็ได้ จะเป็นแสนเป็นล้านบัญชี ก็สามารถทำได้ถ้าคุณมีเวลาว่างมากพอ เพราะเลขบัญชี Bitcoin จะเป็นตัวเลขและตัวอักษรติดกัน 34 ตัวอักษร (ความเป็นไปได้ของเลขบัญชี Bitcoin คือ 2 ยกกำลัง 256) ทำให้มีบัญชีได้ในขั้นไม่จำกัด (infinity account)

การเปิด บัญชี Bitcoin เราจะได้ Key มา 2 Key คือ Public Key และ Primary Key โดยการใช้ปกติเราสามารถแจก Public Key ให้ทุกๆ คนโอนเงินเข้ามาที่หมายเลข Public Key ของเราได้และทุกคนสามารถเช็คเงินเราได้จาก เลข Public Key นั้น เพียงแต่ว่าการโอนออกไปที่ไหนสักแห่ง จำเป็นต้องใช้ Primary Key ในการโอนเท่านั้น ถ้าทำ Primary Key หายไป เท่ากับว่าเราไม่สามารถโอนไปไหนได้อีกเลย

ในระยะเริ่มแรกหลายๆ ประเทศยังไม่ตอบรับและไม่มีกฏหมายรองรับเงินสกุลนี้ เนื่องจากไม่สามารถระบุตัวตนของเจ้าขอองบัญชีได้เลย และก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเงินไว้ในบัญชีเดียวอีกด้วย ทำให้เหมาะเหลือเกินที่จะเป็นแหล่งฟอกเงิน และการทำธุรกรรมที่ผิดกฏหมาย แต่ในอีกแง่ก็คือ ไม่มีใครสามารถควบคุมได้เลย ไม่มีเจ้าของระบบอย่างแท้จริง เพราะทุกคนเป็นส่วนหนึ่งของระบบ แต่ในช่วงระยะหลังปี 2010 มีหลายๆ ประเทศออกมายอมรับเงินสกุลนี้กันมากขึ้น แต่ก็ยังไม่เต็มตัวนัก

การได้มาซึ่งเงิน Bitcoin

แน่นอนว่าการเปิดบัญชีง่าย แต่การได้เงินมาใส่บัญชีทำอย่างไร วิธีแรกคือการแปลงเงินจริงที่เรามีโอนไปในระบบ bitcoin (เหมือนเราจ่ายเงินซื้อของในเกม ซึ่งจะมีอัตราแลกเปลี่ยนอยู่…ในปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยนแพงมาก) วิธีที่ได้มานอกจากการเอาเงินจริงไปแลกก็คือ การทำ Bitcoin Mining แปลง่ายๆ ก็คือ การขุดทอง เมื่อเราขุดเหมืองเราก็จะได้ทอง เราขุดเหมืองกันอย่างไร ระบบของ Bitcoin นี้ต้องการให้ทุกคนช่วยกันยืนยันธุรกรรมผ่าน Blockchain ซึ่งถ้าใครยืนยัน Block การโอนที่เกิดขึ้นได้เร็วที่สุดจะได้รับรางวัล 50 BTC ต่อ1 Block ซึ่งรางวัลนี้จะลดลงครึ่งนึง ทุกๆ 210,000 Block

การขุด Bitcoin ก็คือการแข่งกัน ประมวลผลข้อมูลให้ได้ 1 Block ซึ่ง 1 Block ที่เกิดขึ้น คุณนากาโมโตคิด Algorithm ที่ว่านี้ขึ้นมาโดยให้มันถูกแก้ออกได้ภายใน 10 นาที ยิ่งมีคนมากเท่าไหร่ช่วยกันแก้สมการนี้ Algorithm ก็จะเพิ่มความยากของสมการที่จะถูกแก้ไปด้วย จะใช้คนมากแค่ไหน ก็จะใช้เวลาคำนวน 1 Block นี้ราวๆ 10 นาทีอยู่ดี ดังนั้นการขุด Bitcoin คือ การช่วยระบบประมวลผลของธุรกรรมที่เกิดขึ้น โดยปกติถ้าเป็นธนาคารก็จะต้องมี server ขนาดใหญ่เพื่อรันข้อมูลและประมวลผล แต่ Bitcoin ไม่มีธนาคารเป็นตัวกลาง จึงให้ทุกคนช่วยกันประมวลผล ใครเครื่องแรง BTU สูงก็ช่วยระบบได้มาก ก็ควรจะได้รางวัลตอบแทนมาก นั่นคือ Concept ของการทำเหมือง Bitcoin นั่นเอง

เมื่อแข่งกันที่ประสิทธิภาพของระบบคอมพิวเตอร์ การขุด Bitcoin ในปัจจุบันจึงแทบจะไม่มีรายใหม่เข้ามาลงทุนแข่งกันประมวลผลแล้ว เนื่องจากยิ่งคนมากขึ้น ก็ต้องใช้ทรัพยากรมากขึ้นและเงินลงทุนมากขึ้น (และแน่นอนมูลค่าของมันก็เลยมีมากขึ้นตามต้นทุน และ Demand)

จากการคำนวนข้อมูลรางวัลในปัจจุบัน Bitcoin ของทั้งโลกจึงมีได้เพียงแค่ 21,000,000 BTC เท่านั้น และต้องใช้เวลาอีกราวๆ 123 ปีข้างหน้า หรือหลังจากปี ค.ศ. 2140 Bitcoin ที่ว่าถึงจะถูกค้บพบเพื่อมาใช้งานได้ครบ 21 ล้านบิทคอย จากนั้นระบบ Bitcoin ก็จะตัน ไม่อาจผลิตเงินเพิ่มได้อีกเลย

เมื่อ Bitcoin เป็นสกุลเงินก็สามารถแตกออกเป็นหน่วยย่อยที่สุดได้ถึงจุดทศนิยม 8 ตำแหน่ง (ร้อยล้านส่วน) ซึ่งก็คือ 0.00000001 ตรงนี้เรียกว่า 1 ซาโตชิ เพื่อเป็นเกียรติแก่คุณนากาโมโตที่คิด Bitcoin ขึ้นมาได้ ซึ่งถ้า Bitcoin หาไม่ได้อีกแล้วการแยก 1 BTC ได้ถึงร้อยล้านส่วน คงจะทำให้ Bitcoin ใช้ไปได้อีกนานมากๆๆปัจจุบันอัตราแลกเปลี่ยน 1 BTC อยู่ที่ 526,577.25 บาท (ณ 27 ธ.ค.60) ถ้าขุดเหมืองสำเร็จได้รับรางวัลในการขุดตอนนี้อยู่รุ่นที่ 3 (ระบบผ่านครบมาแล้ว 3 ครั้ง เท่ากับ 210,000+210,000+210,000 Block)คือจะได้รับเงิน 12.5 BTC (รอบแรกได้ 50 BIT รอบที่ 2 ได้ 25 BTC รอบที่ 3 ได้ 12.5 BTC) ดังนั้น มูลค่ารางวัลจะอยู่ที่ ราวๆ 6,582,215.625 บาทในการขุด Bitcoin แค่ 10 นาทีเท่านั้นตัวเลขรางวัลนี้จะเกิดได้ ถ้าเรามีเครื่องคอมพิวเตอร์ที่สามารถคำนวนข้อมูลได้จริงได้เป็นเครื่องแรกของโลก แต่ในความเป็นจริงไม่มีคอมพิวเตอร์ที่เร็วเช่นนั้น จึงต้องใช้คอมพิวเตอร์หลายๆ เครื่องเชื่อมต่อกันและแบ่งปันรางวัลกันไปจุดดีของ Bitcoin คือ ไม่มีการพิมพ์ใหม่หรือสร้างขึ้นใหม่ได้ เพราะมีวงเงินสูงสุดแค่ 21,000,000 BIT เท่านั้น ไม่ต้องกังวลว่านโยบายทางการเงินของประเทศใด จะเป็นยังไง ต่อให้ทุกประเทศในโลกบริหารการเงินผิดพลาด เงินเฟ้อไปทุกสกุล แต่ Bitcoin ก็ยังอยู่ที่เดิม ไม่เฟ้อตาม (แต่ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมาเป็นเงินจริงเพิ่มขึ้นเท่านั้น) ระบบ blockchain ทำให้เกิดเป็นการทำธุรกรรมที่เร็วและถูก การทำธุรกรรมไม่สามารถเรียกคืนได้ (บัตรเครดิตยังเรียกเงินคืนได้ หรือระงับธุรกรรมได้) ไม่มีเอกสารให้ยุ่งยาก ไม่มีอะไรตามถึงเจ้าของได้ แต่กลับมีความน่าเชื่อถือได้และไม่มีทางจะโกงระบบได้หากแต่จุดเสียของ Bitcoin ก็คือ ไม่มีใครรองรับว่าจะสามารถมาชำระหนี้ได้ (แต่สามารถแลกเป็นเงินสกุลท้องถิ่นได้) อาจจะเกิดภาวะเงินฝืดถ้าถึงวันที่หา Bitcoin ไม่ได้แล้ว และไม่สามารถใช้ได้เป็นวงกว้างในปัจจุบันอิทธิพลของ Bitcoinปัจจุบัน BTC ที่ถูกขุดเจอไปแล้วทั้งหมดราวๆ 16,500,000 BTC (78% จากยอดสูงสุด 21,000,000 BTC) ถ้ามีการแลกเปลี่ยนเป็นเงินตราจริงก็จะเป็นมูลค่ามหาศาล ราวกับงบประมาณประจำปีของประเทศขนาดกลางบางประเทศได้เลยทีเดียวยิ่ง Bitcoin ได้รับการยอมรับก็จะยิ่งมีผลต่อระบบการเงินการธนาคารในโลกความเป็นจริง และ ทำให้โลกเข้าสู่ภาวะเงินสกุลเดียวต่อไป

อย่างไรก็ตาม BTC ก็เป็นสินทรัพย์บนอากาศ ขึ้นอยู่กับการรับรองของคนที่ใช้ ถ้าคนเชื่อถือมันก็จะมีแต่ขึ้น ไม่แปลกหรอกที่คนเล่นก็เชียร์ว่าดี คนไม่เชื่อถือ/รัฐบาลทุกประเทศรวมหัวกันไม่เอา มันก็กลายเป็นขยะดิจิตอลในทันทีซึ่งมีแนวโน้มเสียด้วยในตอนนี้

Bitcoin เป็นกระแสแรงอย่างมากโดยเฉพาะเดือนธันวาคม 2018 มันเคยมีมูลค่าสูงถึง 620,000 บาท

แต่ปัจจุบันกลับลดลงเหลือเพียง 200,000 บาทเท่านั้น

และไม่ใช่เพียงแค่ราคาที่ลดลงอย่างเดียวเท่านั้น

แต่ “มูลค่าการซื้อขายในตลาด” ก็ลดลงตามไปด้วยเช่นกัน

อธิบายให้เห็นภาพได้ง่ายๆ ว่า….

จากเดิมในตลาดสดแห่งหนึ่ง ขายปลาตัวละ 500 บาท มีคนซื้อวันละ 100 ตัว

แต่ตอนนี้ตลาดแห่งเดิม ปลาชนิดเดิม กลับขายอยู่ที่ 200 บาท และมีคนมาซื้อแค่วันละ 20 ตัว

เกิดอะไรขึ้นกับตลาดนะ?? เพราะปลาหายากเหรอ?? หรือเพราะคนไม่มีเงินพอซื้อ??

หรือคำตอบที่โหดร้ายก็คือ เพราะคนไม่ต้องการปลานี้แล้ว…??

คำตอบที่โหดร้าย แต่ดูจะตรงกับความจริงที่สุด…

มีข้อมูลจากหน่วยงานวิจัยด้านเทคโนโลยีที่ชื่อว่า Juniper Research

พวกเขาเฝ้าเก็บสถิติของตลาดคริปโตและ Bitcoin กันมาเป็นปี

และพวกเขาก็พบว่า ตลอดทั้งปี 2017 รวมกันนั้น

ตลาดเงินคริปโต มียอดซื้อขายรวมกันทั่วโลกประมาณ 55 ล้านล้านบาท

ต่อมา… เพียงแค่ช่วง 3 เดือนแรกของปี 2018

ตลาดทั่วโลกมียอดซื้อขายรวมกัน 45 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว

ถ้ามองย้อนไปตอนนั้น ดูเหมือนอนาคตจะสดใสมาก

เพราะเพียงแค่ 3 เดือนของปีนี้ ก็ยอดเกือบเท่าทั้งหมดของปีที่แล้ว แสดงว่าตลาดแห่งนี้กำลังได้รับความนิยมสุดขีด!!

ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะตอนปี 2017 ราคาของ Bitcoin พุ่งขึ้นสูง ดึงดูดนักลงทุนหน้าใหม่ให้เข้ามาจำนวนมาก

จากราคา 32,000 บาทในต้นปี พุ่งขึ้นไปถึง 19 เท่าเป็น 600,000 บาทในช่วงกลางเดือนธันวาคม

ของที่ราคามันพุ่งขึ้น 19 เท่าในปีเดียว เป็นใครจะไม่อยากได้ไว้ครอบครองจริงไหม??

เพราะฉะนั้นตอนต้นปี 2018 คนหน้าใหม่ก็พูดถึงและออกอาการ “เห่อ” กับเงินคริปโตเป็นอย่างมาก

ต่อมาในช่วงไตรมาสสอง หรือเดือนเมษายน-มิถุนายน ตลาดกลับไม่มีทีท่าว่าจะเติบโตไปต่อ

มูลค่าการซื้อขายตลอดทั้งสามเดือน อยู่ที่ 11.5 ล้านล้านบาท

ลดลงมากถึง 75% จากช่วงสามเดือนแรกของปี

พร้อมกับราคาของคริปโตตัวอื่นๆ ที่ตกลงตามไปด้วย

โดยเฉพาะตัวของ Bitcoin ซึ่งราคาตอนสิ้นเดือนมิถุนายน ก็อยู่ที่ 250,000 บาทแล้ว

และในไตรมาสที่สาม ก็คาดว่ามูลค่าการซื้อขายจะตกลงจาก 11.5 ล้านบาท

เหลือเพียงแค่ 6 ล้านล้านบาท หรือลดไปอีก 47% จากไตรมาสที่สอง

มันคือฟองสบู่จริงหรือไม่??

แม้เทคโนโลยีบล็อกเชน จะเป็นสิ่งที่ใช้ประโยชน์ได้ในโลกอนาคต

อย่างเช่น รัฐบาลหรือหน่วยงานใหญ่ๆ สามารถปรับเอาบล็อกเชนมาใช้กับผลิตภัณฑ์การเงินที่พวกเขาควบคุมได้

แต่การจะใช้เงินคริปโตอันขาดการควบคุม และไม่มีอะไรมาค้ำประกันมูลค่าของเงิน อย่างเช่น Bitcoin

ในการเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนสิ่งต่างๆ ได้อย่างยั่งยืนนั้น ถือว่าเป็นไปได้ยาก

การพุ่งขึ้นอย่างไม่หยุดของ Bitcoin เองในปีที่แล้ว ก็ถูกมองว่าเป็น “ภาวะฟองสบู่”

ซึ่งเกิดจากการที่มีคนเข้าไปเก็งกำไรมันมากจนเกินไป

คนที่ได้ประโยชน์ก็คือคนเข้าไปก่อน ส่วนคนที่เสียหายก็คือคนที่เข้าไปทีหลัง แล้วรับซื้อต่อมาในราคาแพง สุดท้ายก็ไม่สามารถหาคนซื้อต่อในราคานั้นได้

แล้วพวกเขาก็ต้องเป็นคนแบกรับการขาดทุน อย่างที่เคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนโลกของเรา

ใครได้ผลประโยชน์จาก Bitcoin และเงินคริปโต??

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนให้ความเห็นว่า คนที่ได้ประโยชน์จาก Bitcoin และการพุ่งขึ้นของตลาดคริปโต นั้นจะมีอยู่ 2 กลุ่ม

กลุ่มแรกคือคนที่เข้าไปซื้อไว้ก่อน ไม่ว่าจะซื้อมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้วมาขายตอนแพง หรือซื้อตอนแพง แล้วสามารถปล่อยตอนที่แพงกว่าได้

อีกพวกก็คือ เหล่าคนขายอุปกรณ์ขุดเหมือง Bitcoin

เพราะในช่วงที่เกิดกระแส มีความต้องการอุปกรณ์ถอดรหัส Bitcoin เป็นจำนวนมาก

อย่างที่เราเห็นอุปกรณ์อย่างการ์ดจอ ขาดตลาดจนลูกค้าบ่นระงมในช่วงที่ผ่านมา

เมื่อความต้องการมาก แต่ของมีอยู่เท่าเดิม มันก็เลยขาดตลาด พอมันขาดตลาด ราคาก็สูงตามไป

คนที่กักตุนของไว้ก่อน ก็ได้โอกาสเอามาขายทำกำไร เพราะเขาสามารถขายในราคาที่สูงกว่าปกติได้

ย้อนกลับไปในยุค 1850 ช่วงนั้นมีการค้นพบสายแร่ทองคำในแคลิฟอร์เนีย

“ทองคำ” สินทรัพย์มีค่า จากดินแดนอันห่างไกลที่ไม่มีใครเคยไปสำรวจมาก่อน

คำโฆษณานี้ส่งผลให้คนจากทั่วสหรัฐอเมริกา หลั่งไหลไปยังดินแดนตะวันตก

พวกเขาหวังว่าจะร่ำรวยจากทองคำเหล่านั้น จึงทุ่มเททั้งแรงงานและเงินทุนอย่างเต็มกำลัง

ยอมจ่ายเงินซื้ออุปกรณ์ขุดและร่อนทอง จ้างคนงาน และย้ายถิ่นฐานไปอาศัยอยู่ในดินแดนที่เขาไม่รู้จักมาก่อน

สุดท้ายพอขุดจนหมด ปรากฏว่าคนที่ไปขุดทองส่วนใหญ่กลับหมดตัว

ได้ทองคำไม่คุ้มกับค่าแรงงานและค่าอุปกรณ์ที่พวกเขาลงทุนกันไป

ส่วนคนที่ร่ำรวย ก็เป็นคนขายอุปกรณ์ขุดและร่อนทองคำ ซึ่งทำกำไรให้พวกเขาไม่น้อย

อีกคนก็คือ Levi Strauss นักธุรกิจผู้ขายกางเกงยีนส์ชนิดหนา ให้คนขุดทองได้ใส่ทำงาน

กางเกงยีนส์ของเขาคุณภาพดี ไม่ขาดงาย จึงเกิดการบอกต่อ

และยังคงขายดีแม้กระแสตื่นทองจะหมดไปแล้ว จนบริษัทกลายมาเป็นผู้ผลิตกางเกงยีนส์ชั้นนำในยุคต่อมา

โลกของเรามีภาวะที่เรียกว่า “ฟองสบู่” เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า…
สุดท้ายคนที่ต้องเจ็บตัว ก็คือคนที่ไม่รู้ว่ามันเป็นฟองสบู่ เข้าไปเล่นกับมันตอนที่สายไปแล้ว

และเชื่อว่าโลกของเรา ก็จะมีฟองสบู่ใหม่ๆ เกิดขึ้นในอนาคต

ซึ่งมันก็จะเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ใหม่ไปเรื่อยๆ

“ฟองสบู่” เกิดขึ้นได้เพราะ “ความโลภ” และ “ความโลภ” ก็คือสิ่งที่อยู่คู่กับมนุษย์เสมอมา

ไม่ว่าจะเป็นยุคอดีต ปัจจุบัน หรือยุคอนาคตก็ตาม….

———————————————————————-

ใครที่ชอบก็สามารถติดตามอ่านความรู้ในด้านการลงทุน การตลาด ธุรกิจ และข่าวสารต่างๆ ได้ที่เว็บไซต์ http://www.BillionaireTH.com อัพเดททุกวันก่อนที่จะนำมาลงเพจครับ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s