ปรัชญาศึกษา: บทที่ 8 กระบวนทรรศน์นวยุค

แนวคิดกระบวนทรรศน์นวยุค

ปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุค (Modern Philosophy) นับเริ่มประมาณ ค.ศ.1600 ทำไมจึงเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ เพราะว่าปรัชญายุคกลางในสมัยอัสสมาจารย์ (scholastic period) ได้นำปรัชญาของ Aristotle มาอธิบายศาสนา ทำให้เกิดการถกปัญหาปรัชญาศาสนาจนถึงระดับอิ่มตัว

นักปรัชญาจึงหันมาสนใจปรัชญาวิทยาศาสตร์ (science=ความรู้) ซึ่งในระหว่างยุคกลางนั้นชาวยุโรปได้รับวิชาเคมีมาจากทางเปอร์เซีย จึงนำมาทดลองในชื่อ Alchemy ซึ่งศาสนจักรออกกฎหมายห้าม  เมื่ออาณาจักรไบเซนไทน์แตก ทำให้นักปรัชญาและตำราต่างๆ กลับมาสู่ยุโรป มีการรื้อฟื้นความรุ่งเรืองของกรีก-โรมัน เรียกว่ายุคฟื้นฟู (Renaissance) เกิดปัญหาการเมืองกับศาสนจักร ทำให้หมดความศรัทธาในองค์กรศาสนา จึงมีกระแสแยกอาณาจักรออกจากศาสนจักร สนใจวิธีการวิทยาเพื่อค้นหาความจริง เกิดคำถามสำคัญ คือ “คิดอย่างไรจึงจะได้ความจริง” นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่

  1. Francis Bacon (1561-1626) แม้มนุษย์ไม่มีกิเลส คนเราก็คิดไม่ตรงกัน นั่นคือนักบุญทั้งหลายก็ไม่ได้คิดตรงกัน จึงเป็นไปได้ว่าน่าจะมีอคติ (prejudices = สิ่งที่อยู่ก่อนการตัดสินใจ) ซึ่งน่าจะมีได้ Idols คือเทวรูปที่คนอื่นเคารพ แต่เราไม่เคารพ 4 ประการ
    • Idol of the tribe ความโน้มเอียงเนื่องจากสายเลือด สายตระกูล เผ่าพันธุ์
    • Idol of the den ความโน้มเอียงจากสิ่งแวดล้อมและการเลี้ยงดู
    • Idol of the market place ความโน้มเอียงจากภาษาที่ใช้จนเคยชิน
    • Idol of the theater ความโน้มเอียงจากขนมธรรมเนียม ประเพณี ศาสนา

มาตรการความจริง คือ ความรู้ที่หามาได้อย่างถูกวิธีและไร้อคติใดๆ ทั้งสิ้น

วิธีการวิทยาคือ Induction by elimination หาสิ่งเฉพาะหน่วยให้มาก แล้วคัดไว้เฉพาะหน่วยที่มีลักษณะที่ต้องการเอามาเรียงลำดับเพื่อเข้าใจสาเหตุ และจะได้ตัดอคติออกไปได้

induction methods

ภาพ 10.1 วิธีการอ้างเหตุผลอุปนัย

 

  1. Rene Descartes (1596-1650) ปัญหาของวิธีคิดต่างหากเป็นปัญหาที่แท้จริง ประสบการณ์เฉพาะหน่วยย่อมหลอกเราได้ มาตรการความจริง คือ เรขาคณิต ซึ่งเริ่มจากมูลบท (postulate) และสัจพจน์ (axiom) อันนำไปสู่ปฐมบท (assumption) เสนอมูลบท 3 ได้แก่ I doubt, I think therefore I am.

ทฤษฏีบท 3 ได้แก่ what is clear and distinct is true, God is exists, matter exists as extension เสนอวิธี Methodical (universal) Doubt

  1. Benedict of Spinoza (1632-1677) ส่งเสริมวิธีคิดของ Descartes โดยเสนอการพิสูจน์ทฤษฎีบท มาเพิ่มเป็นส่วนของ E.D. (quod erat demonstradum; ซึ่งต้องพิสูจน์) โดยมีนิยาม 8 ข้อความ มูลบท 7 ข้อความ รวมปฐมบททั้งหมด 15 ข้อความ พิสูจน์ทฤษฎีบทใดแล้ว เอามาใช้อ้างเพื่อยืนยันเหตุผลต่อไปได้ เพราะพระเจ้าสร้างปัญญามนุษย์มาให้พิสูจน์ความรู้ทุกอย่างได้ตามความเป็นจริง ดังคติ God doesn’t fail
  2. John Locke (1632-1704) เสนอว่าไม่มีมูลบทใดที่ดีพอ ดังนั้นความรู้น่าจะเริ่มต้นจากประสบการณ์ มนุษย์เกิดมาเหมือนกระดาษเปล่า (tabula rosa)
  • All knowledge comes from experience
  • ศาสนากับศีลธรรม มูลบทไม่ได้มาจากประสบการณ์แต่มาจากวิวรณ์ (revelation) ของพระเจ้า แล้วจึงค่อยพิสูจน์ต่อไป

ล็อกทำให้เกิดแนวคิดเบื้องต้นสำหรับ Enlightenment movement คือ มนุษย์เชื่อได้เฉพาะประสบการณ์และความจริงที่พิสูจน์ได้จากประสบการณ์เท่านั้น ความรู้อื่นถือเป็นสิ่งงมงาย

  1. David Hume (1711-1776) เสนอว่าความรู้เริ่มต้นจากประสบการณ์ อะไรที่มีประสบการณ์ไม่ได้ก็ไม่ควรรับรอง และเสนอหลักการใหม่ที่เคร่งครัดว่า
  • All knowledge is analyzed into ideas.
  • All ideas come from experiences.
  • All experiences come by way of the senses.

มนุษย์เสียเวลาศึกษาเรื่องที่เกินกว่าประสบการณ์ งมงายในความเชื่อโบราณ อันได้แก่ Substance, Matter, Spirit, Principle of causality และ Uniformity of nature

  1. Immanuel Kant (1724-1804) เห็นว่าเหตุผลนิยมได้ทำลายศาสนาและศีลธรรม ประสบการณ์นิยมทำลายคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ ความจริงมิได้ขึ้นกับผัสสะและเหตุผล แต่ขึ้นกับโครงสร้างสมอง (ปัญญา) ของมนุษย์ ความรู้ของมนุษย์จึงเป็นเพียงความรู้เท่าที่ปรากฏ (phenomena) และไม่มีทางรู้ noumena ปัญญามีกลไกสำคัญ คือ
  • Pure forms of sensation รู้สิ่งเฉพาะหน่วยในระบบ time-space
  • Pure forms of understanding ความรู้เฉพาะหน่วยกลายเป็นความรู้สากล
  • สมรรถภาพปัญญาได้บิดผันความเป็นจริงที่รับรู้ โดยปรุงแต่งเป็นความจริงสำเร็จรูป
  • Pure reason สำหรับรับรู้คณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์
  • Practical reason สำหรับรับรู้ศีลธรรมและศาสนา ไม่ผ่านกลไกสมอง รับรู้โดยตรงและปฏิบัติอย่างไม่ใช้เหตุผล (Category Imperative; duty to be done)

 

ช่วงปลายกระบวนทรรศน์วิทยาศาสตร์

เมื่อเกิดความกังขาต่อการรับรู้ความเป็นจริง จึงนำไปสู่ยุคกังขา ปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุคถูกสั่นคลอนด้วยแนวคิดของ Kant อย่างเด่นชัดตั้งแต่ ค.ศ.1800

  1. คนที่ไม่เชื่อ Kant ยอมรับว่าสมองย่อมแปรสภาพความเป็นจริงภายนอกที่รับรู้เข้ามาบ้าง แต่ไม่น่าจะทำให้ต่างไปอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นจึงยึดหลักการที่ว่า “สมองของมนุษย์สามารถรู้ความจริงวัตถุวิสัยได้”
  2. คนที่เชื่อ Kant ก็ใช้หลักการที่ว่า “สิ่งที่เรารู้มันไม่จริง สิ่งจริงเราไม่รู้” มนุษย์มีโครงสร้างสมอง แต่ไม่เชื่อว่าจะแบ่งอย่างเป็น 12 ช่องจริง จึงทำให้หันมาพยายามศึกษาโครงสร้างของสมองว่าทำงานอย่างไร คิดได้อย่างไร ซึ่งได้ก้าวหน้าเป็นวิชาประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuro-Science)

วงการปรัชญาได้ปรับตัวด้วยการจัดแบ่งเป็นลัทธิ (-ism) เพื่อให้เข้าใจความคิดได้เป็นกลุ่มๆ ได้แก่

  1. ลัทธิญาณวิเศษ, อัชฌัตติกญาณนิยม (Intuitionism) มีหลักการว่าเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ พึ่งศาสนาก็ไม่ได้ ให้พึ่งผู้มีญาณ หรือผู้ทรงปัญญาไว้ก่อน
    • George Wilhelm Friedrich Hegel ( 1770-1831) ญาณวิเศษจะทำให้เห็นว่าความเป็นจริงมีแต่จิตดวงเดียว แต่จิตยังไม่สมบูรณ์พร้อม จึงอาจก้าวหน้าได้ จะก้าวหน้าต้องชนะอุปสรรค ดังนั้นจึงต้องแสดงตัวเป็นสสาร จิตที่เข้มข้นย่อมนำไปสู่มนุษย์ที่ดี
  • Hegelian dialectic (แนวคิดปฏิพัฒนาการ) คือ การเสนอ thesis และสิ่งตรงข้าม anti-thesis และใช้ synthesis เพื่อแก้ไข tension ระหว่าง 2 ฝ่าย
    • Karl Marx (1818-1883) แย้งว่าความเป็นจริงคือ สสาร ไม่ใช่สสารอย่างฟิสิกส์ แต่เป็นสสารที่ดิ้นรนเพื่อความก้าวหน้า อุปสรรคก็คือสสารเช่นกัน หากมีความขัดแย้งกันมาก สสารก็จะพัฒนาเป็นชีวิตพืช ขัดแย้งมากก็เป็นชีวิตสัตว์ และขัดแย้งยิ่งขึ้นก็เป็นชีวิตมนุษย์ มนุษย์ที่ต่อสู้และขัดแย้งกันจะมีความก้าวหน้ามากกว่ามนุษย์ที่ถือ temperance (อดทน)
  • Marxist dialectic คือ การเสนอ thesis และมีการคัดค้าน anti-thesis นำไปสู่ความก้าวหน้าใหม่ synthesis
  1. ลัทธิปฏิบัตินิยม (Pragmatism) มีหลักการว่าเมื่อเราไม่สามารถรู้ได้ว่าอะไรจริงอะไรเท็จ พึงยึดถือสิ่งที่ปฏิบัติได้ อะไรปฏิบัติได้มีประสิทธิภาพเป็นสิ่งดี
    • Charles S. Peirce (1839-1914) เป็นผู้ริเริ่มพัฒนาแนวคิดขึ้นในปี ค.ศ. 1870 สิ่งใดจะถือว่ามีความหมายหรือไม่ ให้ดูที่ผลทางการปฏิบัติของสิ่งนั้น ถ้ามีผลทางการปฏิบัติอย่างเดียวกัน ก็ต้องถือว่า 2 เรื่องนั้นมีความหมายหรือมีค่าเท่ากัน
    • William James (1842-1910) ความจริงเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ภายในจิต อาศัยจิตเกิดขึ้น ทำหน้าที่รับรู้แล้วแปลตามความหมาย จากประสบการณ์และแสดงออกมาให้เห็นในมุมมองที่แตกต่างกัน
    • John Dewey (1895-1952) ไม่จำเป็นต้องมีทฤษฎีความเป็นจริง เพราะความเป็นจริงไม่เปลี่ยนแปลง แต่สิ่งที่มนุษย์ประสบนั้นกลับมีแต่ความเปลี่ยนแปลง ไม่แน่นอน และพัฒนาอยู่ตลอดเวลา นั่นคือประสบการณ์ที่มนุษย์จะต้องเรียนรู้ไปตลอด
  2. ลัทธิปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) มุ่งสนใจโครงสร้างของประสบการณ์และสำนึก เพราะความจริงที่เราสนใจคือ โลกที่ปรากฏต่อหน้า (immanence)
    • Edmund Husserl (1859-1938) เสนอว่า สำนึกจึงต้องพุ่งความสนใจไปยังวัตถุใดวัตถุหนึ่งจะจึงเกิดความรู้ได้transcendental consciousness sets the limits of all possible knowledge
    • Martin Heidegger (1889-1976) เสนอ Dasein และ being in the world
    • Maurice Merleau Ponty (1908-1961) การรับรู้มีบทบาทสำคัญในการทำความเข้าใจโลกดังเช่นที่มันได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับโลก และสำนึก (consciousness) เป็นบ่อเกิดของความรู้
  3. ลัทธิอัตถิภาวนิยม (Existentialism) มีหลักการว่าทุกคนจะต้องเป็นตัวของตัวเอง ต้องเผชิญปัญหา กล้าประเมินวิธีปฏิบัติและกล้าตัดสินใจด้วยความรับผิดชอบ
    • Soren Kierkegaard (1813-1855)เป็นสกุลคิดให้มนุษย์กล้าเผชิญปัญหา และกล้าลงมือกระทำ
    • Jean Paul Sartre (1905-1980) ขยายความคิดเพื่อปลุกใจชาวฝรั่งเศสให้ต่อต้านกองทัพนาซี ชี้ว่ามนุษย์ต้องมีเสรีภาพที่แสดงนัยของความรับผิดชอบทางสังคม
    • Albert Camus (1913-1960) เสนอว่า life is absurd มนุษย์ถูกทำให้มีเสรีภาพและถ้าไม่มีเสรีภาพชีวิตก็น่าหัวเราะสิ้นดี
  4. ลัทธิสัจนิยมใหม่ (Neo-realism) มีหลักการว่าสามารถประนีประนอมความรู้ทุกๆ ด้านที่มนุษย์รู้เข้าด้วยกัน science is not systematically the ultimate measure of truth and reality but it does not mean that we should abandon the notions of reality, truth or objectivity
    • Edwin Bissel Holt (1873-1946) ก่อตั้งร่วมกับนักปรัชญาอีก 6 คนเพื่อคัดค้านแนวคิดสัจนิยมของ Locke และ William James
    • Ralph Barton Perry (1876-1957) เป็นศิษย์ของ William James แต่สนใจ perception and knowledge และวลีสำคัญ total but not totalitarian
  5. ลัทธิปฏิฐานนิยม (Positivism) มีหลักการว่าไม่มีหลักการใดที่จะน่ายึดถือยิ่งไปกว่าวิธีการวิทยาศาสตร์ อะไรที่พิสูจน์ด้วยวิทยาศาสตร์ไม่ได้ก็อย่างเพิ่งยอมรับ
    • Auguste Comte (1798-1857) เสนอ category of knowledge
  • Religious knowledge
  • Philosophical knowledge
  • Scientific knowledge
    • Emile Durkheim (1858-1917) ชี้ว่าสังคมวิทยาเป็น logical continuation ของธรรมชาติที่มีอยู่จริง realm of human activity
  1. ลัทธิปฏิฐานนิยมใหม่ (Neo-Positivism, logical positivism) มีหลักการว่าวิธีการทางฟิสิกส์จึงเป็นหลักการพิสูจน์ที่น่าเชื่อถือที่สุด และต้องใช้คณิตศาสตร์ร่วมด้วย เน้นการนำเสนอเชิงปริมาณ (quantification) พฤติกรรมศาสตร์ (behaviorism) และ วิธีการวิทยาศาสตร์ (positivist epistemology)
    • Vienna Circle (ก่อตั้ง 1907) โดย Rudolf Carnap (1891-1970) ใช้ physicalism แทนที่ phenomenalism
  • reality คือ a state true in all possible world
  1. ลัทธิภาษาวิเคราะห์ (language analysis) ภาษากับความคิดเป็นของคู่กัน การวิเคราะห์ความหมายของภาษาจนได้ความเข้าใจกระจ้างแจ้ง จึงน่าเชื่อถือที่สุด
    • Friedrich Schleiermacher (1768-1834) ความหมายล้วนพบได้ในเนื้อหา เพื่อเข้าใจว่าผู้แต่งคิดอย่างไรจึง creation of a text
    • Ludwig Wittgenstein (1889-1951) ทุกอย่างเป็นเพียงเกมภาษา (language game)
    • Jacques Lacan (1901-1981) ชี้ว่า the Symbolic is a linguistic dimension
    • Paul Ricoeur (1913-2005) ใช้ phenomenological description และ hermeneutics เพื่อตีความเนื้อหา (textual interpretation)
    • Hans Georg Gadamer (1900-2002) ชี้ว่าการตีความคือ a philosophical effort to account for understanding as an ontological process of man
  2. ลัทธิอัสสมาจารย์นิยมใหม่ (neo-scholasticism, neo-Thomism) เน้นการสอนศาสนาโดยปรับคำสอนของ Thomas Aquinas ด้วยเนื้อหาจากวิชาอื่นๆ ทุกระบบมาสร้างระบบปรัชญาที่มีคำสอนคริสต์เป็นแกนกลาง เช่น Pope Leo XIII ได้เสนอผ่าน Arterni Patris, 1879 แนวคิดหลักที่ไม่เปลี่ยนแปลง ได้แก่
  • God, pure actuality and absolute perfection
  • whatever exists is itself
  • Man, a compound of body (matter) and of soul (form), puts forth activities of a higher order—knowledge and volition

ราวกลาง ศตวรรษที่ 20 ปรัชญาบริสุทธิ์จึงได้แยกตัวออกเป็นความสนใจเฉพาะสาขาตามความสนใจของนักปรัชญา ได้แก่

  1. Philosophy and religious
  2. Political philosophy
  3. Analytic metaphysics
  4. Philosophy of language
  5. Philosophy of science
  6. Philosophy of …….
  7. Epistemology
  8. Aesthetics

 

สรุป

ปรัชญากระบวนทรรศน์นวยุคเน้นกระบวนการวิทยาศาสตร์และการพิสูจน์ความจริง มีการจำแนกสำนักคิดออกจำนวนมาก มีนักปรัชญาจำนวนมากที่มีแนวคิดที่น่าสนใจและมีวิธีการคิดทางปรัชญาที่ควรศึกษาและเข้าใจอิทธิพลของวิธีคิดต่อทรรศนะของคนในยุคปัจจุบัน

 

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 7 กระบวนทรรศน์ยุคกลาง

อ่าน ปรัชญาศึกษา: บทที่ 9 ปรัชญาหลังนวยุค

2 thoughts on “ปรัชญาศึกษา: บทที่ 8 กระบวนทรรศน์นวยุค

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s