ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 4 จิตและตัวตน (ตัวตน)

ตัวตน

เมื่อคิดเรื่องตัวตน (self) ย่อมจะต้องสนใจการกำหนดเงื่อนไขหรือสภาวะที่จะจำแนกตัวเองในฐานะสิ่งๆ หนึ่งที่มีประสบการณ์ได้โดยแยกจากสิ่งอื่นๆ ตัวตนจึงเป็นธรรมชาติของความเป็นบุคคล หรือการจำแนกตัวบุคคล   ตัวตนจึงมีความเกี่ยวข้องกับการที่สิ่งเป็นอยู่ (being) เชื่อมต่อกับสติ การตระหนักรู้ และการเป็นตัวแทนในการตัดสินใจต่างๆ

อภิปรัชญาของตัวตนมักจะแสดงในฐานะสิ่งที่ไม่เป็นวัตถุ (immaterial substance) นักปรัชญาเช่น  เดการ์ต, จอห์น ล็อค, เดวิด ฮูม และวิลเลียม เจมส์ จะมองตัวตนในฐานะบุรุษที่ 1 ในขณะที่ตัวตนทางความคิดจะถูกเข้าใจในฐานะบุรุษที่ 3 โดยมองอย่างเป็นอัตวิสัย (objectivity) และเป็นสิ่งปฏิบัติการ (operationalism) ในขณะเดียวกัน ตัวตนของแต่ละคนก็เป็นภาคแสดงของความประพฤติหรือเจตจำนง (intention) ของคนๆ นั้นที่ออกมาจากภายในของคนๆ นั้นเอง คุณลักษณะนี้จึงเป็นอัตลักษณ์ที่สังเกตได้จากแต่ละบุคคล

การศึกษาเกี่ยวกับตัวตนนั้นสนใจ การคิดจดจำได้ (cognition) การมีลักษณะธรรมชาติร่วม (conative) และการมีความรู้สึกต่ออัตลักษณ์ (affective)  โดยต้องทำการแยกในฐานะบุรุษที่ 1 คือ ตัวฉัน (I) และ สิ่งที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองในฐานะบุรุษที่ 3 คือ ตัวเอง (Me) ตัวตนนั้นมีหลายด้านที่หลอมรวมเข้ามาเป็นส่วนเดียวกัน เช่น การตระหนักรู้ตนเอง (self awareness) การภาคภูมิใจในตนเอง (self esteem) การมีความรู้ในตันเอง (self knowledge) และการรับรู้ตัวตน (self perception) ซึ่งจะทำให้แต่ละคนสามารถที่จะพัฒนา ปรับเปลี่ยน เพิ่มเติม ดัดแปลงตัวเองไปสู่การมีตัวตนที่เป็นที่ยอมรับของเครือข่ายสังคมและวัฒนธรรมที่ค้ำจุนสังคมที่คนๆ นั้นอยู่อาศัย

แต่เดิมมาปรัชญาสนใจจิตผ่านฐานคิดของศาสนา แต่มีจุดสะดุดสำคัญคือ เดการ์ต เขียนเรื่อง Principles of Philosophy, 1644 โดย เดการ์ตเสนอว่า ความสงสัยเป็นเครื่องมือสำคัญอันหนึ่งของการสืบค้นอย่างเป็นระบบ กระนั้น เขาก็ไม่อาจสงสัยว่าเขาสงสัย  เพราะถ้าเขาสงสัย เขาก็กำลังคิด และด้วยเหตุนั้น แสดงว่าเขาต้องมีอยู่ (I doubt, I think therefore I am) ดังนั้น การมีอยู่จึงขึ้นอยู่กับการรับรู้ของมนุษย์

คานท์ชี้ว่า เมื่อใดมี่เราคิด เราจะมีคำว่า “ฉันคิดว่า … ” นำหน้าเสมอ ตัวฉันที่เป็นผู้คิด (apperception) ที่นำหน้าข้อความต่างๆ ที่เป็นเนื้อหาความคิดย่อมจะต้องเป็นหนึ่งเดียว (unity) เพราะมิฉะนั้นแล้ว การมีความเข้าใจโลกจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ตัวตนที่เป็นหนึ่งเดียวนี้ เป็นเงื่อนไขความเป็นไปได้ของการเกิดความรู้ ความเข้าใจ  (transcendental unity of apperception)

มโนทรรศน์ตัวตน

ฟรอย์  (Sigmund Freud, 1856-1939) ได้นำเสนอกระบวนการทางด้านจิตและองค์ประกอบของจิต โดยมีแอนนา ฟรอย์ (Anna Freud, 1895-1982) บุตรสาวของ Freud ได้เขียนงานที่เป็นแกนกลางเกี่ยวกับการพัฒนาอีโก้และการตีความเรื่องตัวตน (ego development and self-interpretation)

ลากอง (Jacques Lacan, 1901-1981) มองว่ามนุษย์เป็นเพียงภาชนะที่บรรจุความว่างเปล่า (nothingness) มนุษย์ต้องผ่านกระบวนการบันทึกความรู้หรือกระบวนการทำให้เป็นมนุษย์ใน 3 ประการ ซึ่งส่งผลให้มนุษย์มีความแปลกแยกในตัวเอง หรือมี 3 ตัวตนในร่างเดียว

  1. ตัวตนแรกเกิดขึ้นในกระบวนการบันทึกจินตนาการ จึงมีนิสัยเพ้อฝัน ชอบคิดเข้าข้างตัวเอง และตัดสินอะไรจากภายนอก
  2. ตัวตนที่สองเกิดในกระบวนการบันทึกสัญลักษณ์เป็นเด็กดี ชอบอ้างเหตุผล กฎหมาย และศีลธรรม
  3. ตัวตนที่สามเกิดขึ้นในกระบวนการบันทึกความจริง จึงเป็นคนอารมณ์อ่อนไหว ชอบหมกมุ่นอยู่กับอารมณ์ และความรู้สึกของตัวเอง ดื้อรั้น เก็บตัว

แต่ทั้งสามตัวตนนี้มีนิสัยเหมือนกันตรงที่ ก้าวร้าว หลงตัวเอง บ้าอำนาจ เห็นแก่ตัว และไม่เคยรักใครเลย ตัวตนของมนุษย์แท้จริงคือความเป็นลบ (negativity) ที่ซ่อนลึกอยู่ในจิต และมนุษย์แสดงอัตลักษณ์ออกมากโดยการเลียนแบบจากภาพของสิ่งอื่นหรือกระบวนการขัดเกลาทางสังคม (social dialectic) ทำให้มนุษย์กลายเป็นวัตถุ (objectify) คือ กลายเป็นผู้ถูกกระทำ มนุษย์มิใช่ผู้กระทำ(subject) อย่างแท้จริง เพราะในทุกการกระทำของมนุษย์เป็นผลมาจากการถูกกระทำของสังคม กฎเกณฑ์  อุดมคติ ค่านิยม วาทกรรม  จิตไร้สำนึกของมนุษย์จึงเต็มไปด้วยวาทกรรมของสิ่งอื่นหรือของสังคม มนุษย์จึงมีจินตภาพของตัวตน (self-image) ที่เป็นตัวตนในอุดมคติ (ideal ego) ทั้งนี้มนุษย์ได้ดำเนินการพัฒนาตัวตนใน 2 ทางตรงกันข้ามกัน (binary opposition) คือ การคงสภาพ (preservation) เป็นตัวเอง (Id) ไว้ให้มากที่สุด และการทำให้สูงส่ง (sublimation) เป็นตัวเองในอุดมคติ (ego) ให้มากที่สุด

โรเจอร์ (Carl Rogers, 1902-1987) ได้นำเสนอระบบการสร้างเสริมความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องตัวตน ตัวตนคือ ส่วนผสมที่เป็นแกนกลางในบุคลิกภาพของมนุษย์และการปรับตัวของบุคคล ตัวตนเป็นผลผลิตทางสังคมพัฒนาออกมาจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน และพยายามต่อสู้เพื่อการยืนยันตนเอง เป็นความต้องการพื้นฐานอันหนึ่งของมนุษย์สำหรับความนับถือหรือให้ความเอาใจใส่ในเชิงบวกทั้งจากคนอื่น และจากคนทุกคน มนุษย์มีแนวโน้มที่มุ่งสู่การทำให้ตัวตนเป็นจริงขึ้นมาและพัฒนามัน ตราบเท่าที่ตัวตนจะเป็นไปได้และการถูกกระตุ้นและสนับสนุนโดยสิ่งแวดล้อม ทฤษฎีตัวตน (self theory) ชี้ว่ามนุษย์ต้องเริ่มจากรับรู้ตนเองให้ถูกต้องก่อน ให้มองตนเองอย่างถูกต้อง  นำข้อดีของตนมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด แก้ไขข้อไม่ดี หรือถ้ายังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนก็ให้รับรู้และหลีกเลี่ยงที่จะเกิดข้อไม่ดีนั้นให้น้อยที่สุด  โดยตัวตนนั้นจะมี 3 ตัวตนใน 1 คน ได้แก่

  1. ตัวตนที่เราคิด (self concept) เราจะรวบรวมข้อมูลของตัวตนของเราตามที่เราเห็นหรือเรานึกได้ หรือปรากฏออกมาให้คนอื่นเห็น เริ่มจากรูปร่างหน้าตา ลักษณะนิสัย ความคิดอ่าน
  2. ตัวตนตามจริง (real self) คือ ตัวตนที่คนอื่นสังเกตเห็น หรือให้ข้อมูลกับเรา
  3. ตัวตนตามอุดมคติ (ideal self) คือ ตัวตนที่เราอยากเป็น

 

ในทางจิตวิทยา ตัวตนคือ self ทุกๆ คนมีตัวตนที่เป็นตัวของตัวเอง เป็นอัตลักษณ์ของตน และในทางภาษาศาสตร์ ถ้าทำอะไรเพื่อตนเองก็คือ self+ish เป็น selfish อย่างไรก็ตาม ตัวตนนี้เป็นส่วนแสดงของจิตใจ (mind) ซึ่งเป็นจิตที่รู้คิดของสมอง เกิดจากกระบวนการคิดและได้รับผลกระทบจากสารเคมี/ฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมต่างๆ ในร่างกายให้มีผลต่อความคิด อารมณ์ และความรู้สึกได้

ตัวตนนั้นถูกสร้างเป็นรูปเป็นร่างและสร้างใหม่โดยผ่านประสบการณ์การรับรู้ซ้ำๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากคน ที่สำคัญของเรา เราจึงรับเรียนรู้มาเป็น

มโนทรรศน์ตัวตนของเรา (self concept) ซึ่งตัวตนนี้มีความเป็นพลวัต เปลี่ยนแปลงไปได้เรื่อยๆ ตามกรอบมโนทรรศน์ที่เปลี่ยนไปของเรา ตัวตนที่คงตัวจะแสดงออกเป็นอัตลักษณ์ (self-identity) ซึ่งจะสอดคล้องกลมกลืนกับบุคลิกภาพและวิถีการดำเนินชีวิตของเขา ใจกลางของตัวตนนั้นจะยืนอยู่บนความคิดและความเชื่อพื้นฐานที่โดยถือว่า ฉันเป็นผู้กระทำ (self as I do) ความเชื่อพื้นฐานนี้ ในทางปรัชญาต้องพิจารณาตามปรัชญากระบวนทรรศน์ทางความคิด (philosophical paradigm of thought) ของกีรติ บุญเจือ (2546) ซึ่งเป็นพื้นฐานการมีอยู่ของตัวตนและมีอิทธิพลต่อการแสดงออกของคนๆ นั้น ได้แก่

  1. กระบวนทรรศน์ดึกดำบรรพ์ (primitive paradigm) เชื่อว่า โลกไม่มีกฏเกณฑ์ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามน้ำพระทัยเบื้องบน ค้นคว้าแสวงหาที่พึ่งทางใจที่สามารถยึดเหนี่ยวได้ นำพาไปสู่การประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ขึ้นเพื่อเอาใจหรือตอบสนองความต้องการของเบื้องบน
  2. กระบวนทรรศน์โบราณ (ancient paradigm) เชื่อว่า ทุกสิ่งมีกฎเกณฑ์ การกระทำจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีก็ด้วยการรู้และปฏิบัติตามกฎเกณฑ์นั้น
  3. กระบวนทรรศน์ยุคกลาง (medieval paradigm) เชื่อว่า โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์พร้อม ทุกสิ่งมีความพร่อง เราจึงควรแสวงหาแนวทางที่จะได้ความสมบูรณ์พร้อมในโลกหน้า
  4. กระบวนทรรศน์นวยุค (modern paradigm) เชื่อว่า กฎเกณฑ์ที่ถูกต้องที่สุด รู้ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ พิสูจน์และทดลองจนแน่ใจเพื่อให้ได้สูตรสำเร็จที่เมื่อปฏิบัติตามแล้วจะได้รับผลสำเร็จตามนั้น
  5. กระบวนทรรศน์หลังนวยุค  (postmodern  paradigm) เชื่อว่า ทุกสิ่งเป็นเพียงความสัมพัทธ์ (relative) ไม่มีอะไรตายตัว จึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น แต่ก็ต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวไว้ และใช้วิจารณญาณตัดสินไปตามการวิเคราะห์แยกแยะ คุณค่าและการปฏิบัติได้จริง

ความคิดทั้ง 5 ความเชื่อนี้มีผลต่อตัวตนของมนุษย์ นำไปสู่วิธีกระทำต่างๆ โดยมนุษย์อาจมีการเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ทางความคิดได้ทุกเมื่อ มโนทรรศน์ตัวตนจะแสดงผ่านกระบวนทรรศน์ทางความคิดหลักที่ใช้เป็นประจำ ทั้งนี้แต่ละคนจะพยายามปกป้องกระบวนทรรศน์ของตนเองไว้ให้นานที่สุด จนกระทั่งมีจุดเปลี่ยน (event break) จึงจะเปลี่ยนกระบวนทรรศน์ไปอย่างสิ้นเชิง หรือ ด้วยการอบรมสั่งสอน การมีประสบการณ์ ก็ทำให้เปลี่ยนกระบวนทรรศน์แบบค่อยเป็นค่อยไปก็ได้ ทั้งนี้ มนุษย์อาจใช้หลายๆ กระบวนทรรศน์ร่วมกันก็ได้

 

อ่าน ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 4 จิตและตัวตน (จิตและกาย)

One thought on “ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 4 จิตและตัวตน (ตัวตน)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s