ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 5 การรับรู้ (การมองเห็น)

การมองเห็น

การมองเห็น (visual sense) บุคคลมองเห็นวัตถุผ่านนัยน์ตาและจอประสาทตา จากนั้นนำส่งสัญญาณผ่านเส้นประสาทตาไปสร้างภาพที่สมองส่วน occipital lobe เพื่อประมวลผลและตีความหมายเกิดเป็นความรู้จำต่อสิ่งเร้านั้น ในการมองเห็นวัตถุ ขนาด แสงและสี (light and color) เป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการมองเห็น  กระบวนการทางวิทยาศาสตร์พบว่ามีผลกระทบของรังสีแม่เหล็กไฟฟ้าของแสงกับอารมณ์และพฤติกรรมของมนุษย์อย่างเป็นสากล นั่นคือ มีปฏิกิริยาทางจิตวิทยา ทั้งนี้ ผลของแสงและสีต่อมนุษย์มีโดยตัวมันเอง

  1. แสง (light) มีส่วนสำคัญต่อการมองเห็นของมนุษย์ โดยมีปัจจัยที่ควรจะทำความเข้าใจ ได้แก่
  • ความสว่าง (luminance) มนุษย์จะมองเห็นได้ดีกว่าในแสงที่มีความสว่างเพียงพอ หากแสงน้อยเกินไปก็จะมองไม่เห็น หรือถ้าแสงจ้าเกินไปก็จะทำให้เกิดอาการตาพร่ามัว ทั้งนี้แสงมากหรือน้อยไปอาจมีผลต่อกล้ามเนื้อตาและสมองจนเกิดอาการปวดศีรษะได้
  • แสงบาดตา (glare) เป็นแสงสะท้อนที่เข้ามาตกกระทบทำให้เคืองตา ทำให้ความสามารถในการมองเห็นลดลงหรือถึงขั้นเกิดปฏิกิริยาอัตโนมัติในการหลบแสงบาดตา เช่น หลับตา กระพริบตา เป็นต้น
  1. สี (color) เกิดจากการผสมกันของแม่สี และภายใต้แสงปกติเราจึงเห็นเป็นสี ได้แก่ สีแดง น้ำเงิน และเหลือง เกิดเป็นสีอื่นๆ มากมายซึ่งสีต่างๆ ส่งผลต่อการรับรู้และการตีความหมายที่แตกต่างกัน สีเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับการมองเห็นของมนุษย์ ทุกสิ่งที่เรามองเห็นย่อมมีสีสันในตัวของมันเอง ทฤษฎีสีแบ่งสีออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
  • สีร้อน เช่น สีแดง ส้ม เหลือง ซึ่งให้ความรู้สึกร่าเริง ตื่นตัว ตื่นเต้น ร้อนแรง กระฉับกระเฉง กล้าหาญ อันตราย การแตกหักเสียหายมักใช้ในการเตือนภัย แต่ก็สื่อถึงการรื่นเริง และช่วยกระตุ้นการย่อยอาหาร ใช้เป็นสีพื้นอาคารได้
  • สีเย็น เช่น สีฟ้า เขียว คราม ให้ความความรู้สึกสงบ เย็นสบาย ผ่อนคลาย สร้างความรู้สึกอบอุ่น มิตรภาพ การอยู่ร่วมกันอย่างร่าเริง ใช้แต่งห้องรับแขก ระยะห่างไม่มาก วัตถุมีขนาดใหญ่

chap5-vision

จิตวิทยาสี (color psychology) มีหลักการว่า การตอบสนองต่อสีเป็นอัตนัย แต่เมื่อศึกษาความกลมกลืนของสีทางจิตวิทยาที่เป็นระเบียบทางวิทยาศาสตร์ พบว่า ปฏิกิริยาตอบสนองนั้นสามารถคาดการณ์ได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ  แต่ไม่มีความเป็นสากลคือ ไม่สามารถพยากรณ์ได้กับทุกอย่าง จิตวิทยาสีทำงานในสองระดับ ระดับแรกคือ คุณสมบัติทางจิตวิทยาพื้นฐานของ 11 สีพื้นฐานที่เป็นสากลโดยไม่คำนึงถึงเฉดสี โทนสี ระดับที่สองของจิตวิทยาสี คือ แต่ละคนมีผลกระทบทางจิตวิทยาที่อาจเกิดขึ้นบวกหรือลบและผลกระทบเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้นอยู่กับชนิดของบุคลิกภาพและความสัมพันธ์กับการรวมกันของสี มนุษย์ไม่ได้ตอบสนองต่อการมีเพียงหนึ่งสี แต่เป็นทุกสีในการรวมกัน (combination of color) เมื่อสีมีผลต่อความรู้สึกและอารมณ์ มนุษย์จึงได้ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการแสดงความหมาย หรือจำแนกสิ่งต่าง ๆ ให้ชัดเจน  เช่น การให้สีแก่อาคาร วัสดุอุปกรณ์ พาหนะต่างๆ โดยมีหลักการที่สรุปได้ ดังนี้

  • มนุษย์รู้สึกชอบอาคารที่มีสีสันไม่มากประมาณ 2-3 สี (a few color) มากกว่าอาคารที่ใช้สีหลากหลาย
  • การใช้สี 2 สีขึ้นไปที่เป็นกลุ่มสีใกล้เคียงกัน (in tone color) จะทำให้เกิดความกลมกลืน สังเกตเห็นรูปทรงของอาคารได้ง่าย ถ้าเป็นสีสดยิ่งสังเกตง่ายยิ่งขึ้น
  • สีและแสงมีความสัมพันธ์กัน (color and light) ในที่ที่มีแสงมากไม่ควรใช้สีขาว เนื่องจากจะสะท้อนแสง หรือในที่มืดทึบก็ควรใช้สีที่สว่างเพื่อชดเชยกัน
  • ในประเทศเขตร้อน แดดแรง (sun zone) การใช้สีเข้มจะไม่ดีเนื่องจากสีจะซีดลงและสะท้อนแสงง่าย ควรใช้สีอ่อนและถ้าต้องใช้สีเข้ม วัสดุก็ควรที่จะเคลือบผิวมันเพื่อสะท้อนความร้อน
  • สีสันสามารถใช้ในการจำแนกอาคารได้ (identity color) โดยสีสดมันอยู่ในอาคารที่มีการแสดงรื่นเริงต่างๆ เพื่อดึงดูดความสนใจ
  • สีมีผลทางจิตวิทยา (psychocolor) จึงต้องคำนึงถึงผลที่จะเกิดขึ้นด้วย
  • สีช่วยให้เกิดความรู้สึกแตกต่างในระยะทางและขนาดได้ (distance and size)
  • สีใช้เป็นสัญลักษณ์เนื่องจากให้ความรู้สึกด้านความปลอดภัยที่ต่างกัน (safety color)

สีพื้นฐาน 11 สี และผลทางจิตวิทยา ได้แก่

  • สีขาวมีลักษณะของการสะท้อนออกทำให้แสดงอารมณ์ตรงๆ หรือ ไม่แสดงออกแต่ทำให้เกิดความรู้สึกสูงส่ง ทำให้เกิดความแน่วแนวที่จะทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จากความจำเจ และถ้าอยู่ร่วมกับสกุลสีอบอุ่น สีขาวก็จะทำให้เกิดบรรยากาศหรูหราเพิ่มขึ้น
  • สีน้ำตาลมีลักษณะของความเป็นธรรมชาติ ดิน หิน ทำให้เกิดความหนักแน่น มั่นคง แต่ก็มีความเป็นสีแดงและสีเหลืองอยู่ด้วย จึงมีช่วงที่เข้มแข็ง ไม่สนใจใคร และช่วงที่ใส่ใจผู้อื่นจนลืมตัวเอง
  • สีดำมีลักษณะของความซับซ้อน แต่ก็แสดงความมั่นคงปลอดภัยทั้งทางกายและอารมณ์ เน้นประสิทธิภาพ และจับต้องได้ ทั้งนี้ มีลักษระของการกดทับและเย็นชาสิ่งรอบข้างด้วย
  • สีเทามีความเป็นกลาง ทำให้เกิดบรรยากาศเฉื่อยๆ เรื่อยๆ ไม่กระตือรือร้น ความไม่มีตัวตน แต่สามารถรองรับผลกระทบจากทุกสีได้ แต่หากสีเทาเข้มขึ้นก็จะทำให้เกิดความรวนเร ไม่ตัดสินใจ
  • สีแดงเป็นสีแห่งชีวิต เร่าร้อน จึงมุ่งตอบสนองความต้องการของตนเอง ต่อสู้ แข่งขัน และอาจถึงขั้นใช้กำลังรุนแรงได้ ดังนั้น สีแดงจึงแดงเข้มไม่ได้ตลอดเวลา มักจะผสมสีอื่นอยู่ด้วยเสมอ
  • สีน้ำเงินสะท้อนความคิด ความเป็นระเบียบ ความมีประสิทธิภาพ รักสงบ บางครั้งก็แสดงความไร้อารมณ์ ความเย็นชา และไม่เป็นมิตร หากสีอ่อนลงเป็นสีฟ้าก็จะแสดงความว่องไวและความคิดสร้างสรรค์ได้
  • สีเหลืองเน้นความสำคัญของอารมณ์ การมองโลกในแง่ดี และความภาคภูมิใจ ความเป็นเพื่อนและการใส่ใจกับอารมณ์ของผู้อื่น
  • สีเขียวเป็นสีแห่งสมดุล กลมกลืน รักธรรมชาติ สันติภาพ ให้กำลังใจแก่คนอื่น
  • สีม่วงเน้นการรับรู้และเรียนรู้สิ่งต่างๆ มีสายตากว้างไกล ชอบความถูกต้อง จริงจัง
  • สีส้มมีความว่องไว อุดมสมบูรณ์ สนุกสนาน ก้ำกึ่งระหว่างความมีเหตุผลและการทำตามอารมณ์
  • สีชมพูเป็นกลุ่มสีแดง แต่มีความโดดเด่นจนแยกออกมาจากสีแดง เน้นความมีพลัง กระตือรือร้น มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นได้ดี อบอุ่น

การมองเห็นเป็นประสาทสัมผัสที่มนุษย์คุ้นชินกับการใช้งานมากที่สุด จึงมีผลต่อพฤติกรรมและอารมณ์ของมนุษย์ อย่างไรก็ตาม พบว่าระบบการเห็นมีบทบาทสำคัญในการที่บุคคลสามารถควบคุมการทรงตัวและรักษาอากัปกิริยาที่ตั้งตรงไว้ได้อีกด้วย

อ่าน ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 5 การรับรู้ (การรับรู้ทางประสาทสัมผัส)

อ่าน ปรัชญาจิตวิทยา : บทที่ 5 การรับรู้ -color psychology

One thought on “ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 5 การรับรู้ (การมองเห็น)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s