animal and zoo [3]

จิตนิยม

ฝ่ายจิตนิยม (idealism) เน้นสารัตถะแห่งจิตและเชื่อว่าทุกสิ่งมีจิต จิตเป็นสารัตถะสำคัญของสิ่งเป็นจริง (reality) สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้าสร้างมนุษย์  พวกเขาคาดว่ามโนธรรมมีวิวัฒนาการมาพร้อมกับมนุษยชาติ เริ่มจากสัตว์ชั้นต่ำอย่างเช่น อะมีบา เมื่อตอบสนองแรงกระตุ้นและปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแล้วจะแพร่ขยายจำนวนโดยการแบ่งตัว สัตว์ชั้นสูงขึ้นก็มีการตอบสนองแรงกระตุ้นที่ซับซ้อนมากขึ้นตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันไปจนเกิดสิ่งที่เรียกว่า “สัญชาตญาณ” ซึ่งสำคัญกว่าความพึงพอใจ เช่น สัตว์จำต้องแย่งอาหารกันเพื่อความอยู่รอดของลูกน้อยและพงศ์พันธุ์ทั้งๆ ที่คงไม่มีตัวใดพึงพอใจการต่อสู้

นักบุญโธมัส อไควนัส จึงให้หลักการไว้ว่า “เป็นกฎธรรมชาติที่ธรรมชาติได้สอนสัตว์ทุกชนิด”

ในกรณีของมนุษย์ เหตุผลแบบเริ่มตั้งไข่ค่อยๆ พัฒนาเป็น “มโนธรรม” ซึ่งต้องอาศัยหลายขั้นตอนด้วยกัน เริ่มด้วยความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในขั้นต้นจะมีลักษณะเป็นของเหลว ไม่มีรูปแบบแน่นอน มักผสมปนเปกันเหมือนความเพ้อฝันหรือจินตนาการของเด็ก ต่อเมื่อมนุษย์เริ่มอยู่รวมกันเป็นสังคมจึงเกิดแรงกระตุ้นให้กิจกรรมต่างๆ มีมาตรฐานทางศีลธรรมดีขึ้น มีรูปแบบชัดเจนขึ้น และพัฒนาจนกลายเป็นขนบธรรมเนียมประเพณีในที่สุด ชาวกรีกเรียกรูปแบบพฤติกรรมที่ชัดเจนของมนุษย์นี้ว่า “ความรู้จักตัวเอง” ซึ่งจะกลายเป็นบรรทัดฐานทางด้านศีลธรรมสำหรับมนุษยชาติสืบต่อไป แต่เมื่อนำทฤษฎีวิวัฒนาการมาประยุกต์ใช้กับมนุษย์แต่ละคน  มนุษย์จะพบว่าหลักปฏิบัติทางด้านศีลธรรมของแต่ละคน ทั้งๆ ที่ได้มาจากการรับรู้หลักการและอุดมการณ์ที่แตกต่างกันไปตามท้องถิ่นและสภาพแวดล้อม  แต่ทำไมมนุษย์ยังมีเป้าหมายทางด้านศีลธรรมเหมือนกัน หรืออีกนัยหนึ่งคือ จากสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ทำไมมนุษย์มนุษย์ยังพูดเรื่องเดียวกันได้ โดยเฉพาะเรื่อง “ความดี – ความชั่ว”

ชาวเปอร์เซียรู้จักแยกแยะลักษณะของเทพเจ้า เช่นเทพเจ้า Ahura Mazda มีคุณธรรม ส่วน Ahriman เป็นเทพเจ้าชั่ว พวกเขาเชื่อว่าพระเจ้าคือผู้ประทานรางวัลและลงโทษ นอกจากนี้ เมื่อถูกถามว่า “สิ่งสร้างทั้งหมดที่มนุษย์มองเห็นนี้ อะไรมีคุณค่าที่สุด” Zend-Avesta ตอบว่า “มนุษย์ที่รอดพ้นจากการคิดชั่ว การพูดชั่ว และการทำชั่ว มีคุณค่ามากที่สุด” ซึ่งใกล้เคียงกันมากกับคำสอนของพระเยซูเจ้าที่ว่า “มนุษย์จะได้ประโยชน์ใดในการที่ได้โลกทั้งโลกเป็นกำไร แต่ต้องเสียชีวิต” (มธ 16:26)

ชาวอียิปต์พูดถึงการตรวจสอบมโนธรรมโดยผู้พิพากษาสูงสุดหลังความตาย (พระเจ้าคือผู้พิพากษาสูงสุด) กฎหมายของฮัมมูราบี (บาบิโลน) มีเนื้อหาคล้ายบัญญัติสิบประการ เพียงแต่นำบัญญัติ 3 ข้อแรกไปไว้ในคำนำซึ่งยอมรับความสูงสุดของพระเจ้า ขงจื๊อ (500 B.C.) และเม่งจื๊อ (300 B.C.) สอนว่าความซื่อตรงและความเมตตากรุณาเป็นเรื่องของ “สวรรค์ลิขิต”

ดังนั้น สำหรับจิตนิยมแล้วไม่เป็นการเพียงพอที่จะอธิบายต้นกำเนิดของมโนธรรมด้วยทฤษฎีวิวัฒนาการเพียงอย่างเดียว  อย่างไรก็ตาม ทฤษฎีนี้ช่วยย้ำให้มนุษย์เห็นความจำเป็นในการอบรมและพัฒนามโนธรรมตั้งแต่วัยเด็ก เรื่องของมโนธรรมและศีลธรรมไม่จำเป็นต้องมีพระเจ้าหรือสวรรค์เบื้องบนเข้ามาเกี่ยวข้อง  แต่หากเชื่อเรื่องโลกหน้า นักบุญเปาโลก็ได้เสนอว่า เป็นพระเจ้าเองที่ทรงจารึกธรรมบัญญัติและมโนธรรมไว้ในจิตใจมนุษย์ (รม 2:15) พร้อมกันนี้ท่านได้เตือนคนต่างศาสนาว่า “ทั้งๆ ที่พระเจ้าทรงทำให้สิ่งที่รู้ได้เกี่ยวกับพระองค์ปรากฏชัดอยู่แล้วกล่าวคือ ตั้งแต่เมื่อทรงสร้างโลก คุณลักษณะที่ไม่อาจแลเห็นได้ของพระเจ้าคือพระอานุภาพนิรันดรและเทวภาพของพระองค์ปรากฏอย่างชัดเจนแก่ปัญญามนุษย์ในสิ่งที่ทรงสร้าง ดังนั้น คนเหล่านี้จึงไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ” (รม 1:19-20)

การมีมโนธรรมในจิตใจทำให้มนุษย์มีความสุขและมีศักดิ์ศรี พวก Stoics สอนว่า ความสุขและศักดิ์ศรีของมนุษย์เกิดจากคุณธรรม รวมถึงการดำเนินชีวิตตามหลักเหตุผลและมโนธรรม   เป็นหลักนำชีวิต  ทุกคนต้องทำหน้าที่ตามที่มโนธรรมของตนเรียกร้องหรือบังคับ เป็นพื้นฐานของความเชื่อ Immanuel Kant นักปรัชญาในศตวรรษที่ 18 ยืนยันว่า ความเชื่อในพระเจ้า เสรีภาพ และความเป็นอมตะ ล้วนมีพื้นฐานอยู่บนมโนธรรม เป็นพื้นฐานของความรัก นักบุญเปาโลสอนว่า มโนธรรมที่ถูกต้องและความเชื่อแท้จริงรวมกับใจบริสุทธิ์สามารถนำไปสู่ “ความรัก” ซึ่งเป็นธรรมชาติของพระเจ้าได้ หลังจากขอร้องทิโมธีให้อยู่ที่เมืองเอเฟซัสต่อไปเพื่อกำชับบางคนมิให้สอนผิด ท่านนักบุญเสริมว่า “จุดประสงค์ที่ข้าพเจ้าแนะนำดังนี้ก็คือ ความรักที่มาจากใจบริสุทธิ์ มาจากมโนธรรมที่ถูกต้องและมาจากความเชื่อแท้จริง” (1ทธ 1:5)

 

 

มโนธรรมและจริยธรรม

ด้วยมโนธรรมที่ยอมรับในจิตอื่นๆ การกักขังสัตว์ไว้ในพื้นที่จำกัดของสวนสัตว์จึงเป็นการกดทับจิตอื่น โดยยกจิตมนุษย์ไว้สูงกว่า เป็นการเอาเปรียบต่อกัน และสิ่งปรารถนาสูงสุดของจิตคืออิสรภาพ ซึ่งแม้แต่สิทธิมนุษยชนยังรับรองสิทธินี้ให้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ และย่อมไม่ใช่ว่าสิทธินี้จะไม่มีในสิ่งมีชีวิตอื่น หากแต่มนุษย์ต่างหากไปกำหนดด้วยกฎหมายให้คุ้มครองสิทธินี้แก่มนุษย์เท่านั้น ซึ่งในอดีตมนุษย์ก็เคยมีกฎหมายก็ไม่ได้คุ้มครองสิทธิของทาส โดยถือว่าทาสเป็นเพียงสิ่งของ หรือดั่งสัตว์เลี้ยงของเจ้าของผู้มีกรรมสิทธิ ในปัจจุบันจึงมีกระแสอนุรักษ์ที่ส่งเสริมการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของสัตว์ด้วยข้อถกแถลงต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเรียกร้องสิทธิในฐานะสิ่งมีชีวิตของโลกนี้เช่นเดียวกันกับมนุษย์

ในการถกแถลงประเด็นสวนสัตว์นี้ ฝ่ายอนุรักษ์จึงปฏิเสธสารัตถะของการมีอยู่ (exist) ของสวนสัตว์ โดยเน้นการปฏิบัติอย่างเท่ากัน (equality) ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในฐานะสิ่งมีอยู่ของโลกนี้เช่นเดียวกัน สวนสัตว์ได้กระทำการลิดรอนสิทธิในการมีอิสรภาพ (freedom) ของสัตว์ อีกทั้งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าสวนสัตว์ส่วนใหญ่ไม่ได้จัดให้มีระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สัตว์แม้กระทั่งด้านการอยู่รอด โดยที่ยังไม่ได้ขยายขอบเขตรวมไปถึงด้านคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย ดังจะเห็นได้จากสภาพการจำกัดอาณาเขตของที่อยู่อาศัยของสัตว์ไว้ในกรงเล็กๆ ซึ่งไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของสัตว์ไม่ว่าจะชนิดใดเลยก็ตาม

กระแสนิเวศวิทยาสมัยใหม่นี้ได้กระพือโหมผ่านกระแสโลกาภิวัตน์ผ่านองค์กรเอกชนและองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างๆ ที่ถือเอามโนคตินี้เป็นจุดยืน (stand point) ในการเดินหน้าประท้วง ต่อต้าน ขัดขวางและทำลายกิจกรรมต่างๆ ที่เชื่อได้ว่าเป็นการทำทารุณกรรมสัตว์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การต่อต้านอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์ การต่อต้านการค้าสัตว์ป่า ซึ่งรวมถึงการรณรงค์ให้ปิด เลิกสวนสัตว์เอกชนขนาดเล็กๆ ด้วยเชื่อว่าสวนสัตว์ขนาดเล็กนั้นไม่มีสมรรถนะในระดับการจัดการสวนสัตว์อย่างเพียงพอที่จะดูแลสัตว์ป่าต่างๆ ได้ในระดับคุณภาพชีวิตที่ดี และพากันโจมตีในขอบข่ายของการเป็นสถานที่นันทนาการ โดยระบุว่าเป็นความไม่คุ้มค่า และเป็นความไร้คุณธรรมที่นำสัตว์มากักขังเพียงเพื่อความสุขของมนุษย์ที่เที่ยวพักผ่อนด้วยการดูสัตว์ อีกทั้งยังเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของเจ้าของสวนสัตว์ผ่านการจัดจำหน่ายอาหารเลี้ยงสัตว์ หรือสัตว์เหล่านี้เป็นดั่งสิ่งพึงสังเวชเพื่อขอรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตเมตตา ซึ่งเท่ากับลิดรอนคุณภาพชีวิตของสัตว์เหล่านี้ให้ต่ำลงไปอีกด้วย ดังวลีที่ฝ่ายอนุรักษ์มักใช้สื่อถึงสวนสัตว์ เช่น สวน(ทรมาน)สัตว์ หรือคุกขังสัตว์ เป็นต้น

ปรากฏการณ์เช่นนี้ยังไม่เกิดในสวนสัตว์ขนาดใหญ่ เนื่องจากยังยอมรับได้กับเหตุผลของการมีสวนสัตว์เพื่อการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า การสงวนพันธุ์สัตว์เพื่อคืนสู่ธรรมชาติ และการเป็นสถานที่เพื่อการเรียนการศึกษา การวิจัย ค้นคว้าด้านสัตว์ป่า ซึ่งสวนสัตว์ขนาดเล็กไม่มีบทบาทในด้านนี้ ในขณะเดียวกันสวนสัตว์ขนาดใหญ่ยังมีความพร้อมในการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัยที่ใกล้เคียงธรรมชาติของสัตว์นั้น จึงอยู่ในจุดยอมรับได้อย่างไม่เต็มใจ อย่างไรก็ตามยังมีแนวปะทะสำคัญในด้านการดำเนินการสวนสัตว์ นั่นคือ มีการต่อต้านการแลกเปลี่ยนสัตว์ป่าระหว่างสวนสัตว์หรือการจัดหาสัตว์ป่าเพิ่มเติมของสวนสัตว์ โดยนำประเด็นในด้านเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ ธรรมเนียม ประเพณี สังคม เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการจัดการของสวนสัตว์นั้นไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และไม่ได้นำมาซึ่งความสุขแก่ประชาชนจำนวนมาก นั่นคือวิพากษ์ผ่านหลักมหสุขของลัทธิประโยชน์นิยม ดังตัวอย่างกรณีแพนด้าของสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยชี้ถึงความไม่คุ้มค่าของการสร้างที่อาศัยสำหรับแพนด้าที่มีมูลค่ามหาศาล รวมถึงการบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับแพนด้ามากกว่าช้างซึ่งเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์และเป็นสัตว์ประจำชาติไทย กระแสความคิดเช่นนี้เป็นดั่งคลื่นถาโถมให้เกิดการถกแถลงในระดับต่างๆ ทั้งในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมไปถึงในวงวิชาการต่างๆ อีกด้วย

 

การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันต่อเผ่าพันธุ์อื่น

มนุษย์ย่อมมีความชอบธรรมในการทรงไว้ซึ่งสิทธิในการมีชีวิตรอด และย่อมไม่ใช่ว่าสิทธินี้จะไม่มีในสิ่งมีชีวิตอื่น หากแต่มนุษย์กำหนดด้วยกฎหมายให้คุ้มครองสิทธินี้แก่มนุษย์เท่านั้น โดยถือว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น แต่จิตนิยมซึ่งเน้นสารัตถะแห่งจิตและเชื่อว่าทุกสิ่งมีจิต จิตเป็นสารัตถะสำคัญของสิ่งเป็นจริง (reality) ทำให้เกิดกระแสอนุรักษ์ที่ส่งเสริมการพิทักษ์และคุ้มครองสิทธิของสัตว์ด้วยข้อถกแถลงต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นความอยู่รอดและเสรีภาพของสัตว์

มนุษย์เป็นสัตว์สังคมต้องอยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมาก หากขาดซึ่งการเคารพซึ่งกันและกันแล้ว ปัญหาความแตกแยกจะเกิดขึ้นมากมาย หลักความเคารพนี้จึงเกิดมาเพื่อให้มวลมนุษย์รู้จักเรียนรู้อยู่ร่วมกันด้วยความ เคารพ เมื่อความเคารพเกิดขึ้นแล้ว ความเกรงใจ ความละอาย ความกลัวที่จะกระทำการต่างๆ ก็เกิดขึ้น เพื่อหยุดยั้งกรรมที่มวลมนุษย์จะกระทำต่อกันอันมากเกินไป จึงต้องอาศัยหลักความเคารพนี้เป็นปราการช่วยยั้งไว้ อันได้แก่ การเคารพสิ่งสำคัญ ๓ ประการ ที่เรียกว่า “หลัก ๓ เคารพ” คือ การเคารพธรรม, การเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์, การเคารพสิ่งมีพระคุณ และหลักการแสดงความเคารพที่ถูกต้อง การแสดงออกถึงความเคารพและการปฏิบัติตนอันแสดงถึงความเคารพอันสูงสุด ต่อไปนี้

1) หลักการเคารพธรรม

1.1)  ธรรมชาติ คือ ทุกๆ สรรพสิ่ง ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต จักรวาล, โลก, ท้องฟ้า, ท้องน้ำ ธรรมชาติเหล่านี้ ล้วนมีความเป็นธรรมะในตัว มีพลังในตัว มีความสมดุลที่พร้อมแสดงกฎแห่งธรรมชาติ และกฎแห่งกรรมได้ทั้งสิ้น หากมนุษย์ล่วงเกินทำลายธรรมชาตินี้ จะได้รับผลสะท้อนกลับ

1.2) ธรรมตามศาสนา คือ ธรรมะในทุกศาสนาทุกคัมภีร์ทุกแหล่งที่มวลมนุษย์ได้รับจากสังคมทุกๆ สังคม ทุกยุคทุกสมัย ถือว่าเป็น “สาธารณสมบัติ” ของมวลมนุษย์ร่วมกัน ไม่ใช่สิ่งที่จะนำมาทำลายล้างมนุษย์ด้วยกัน แต่เป็นสิ่งที่มนุษย์พึงจะได้อาศัยเป็นเครื่องเข้าใจสัจธรรมในธรรมชาติได้

โดยถือหลักว่าธรรมชาติเป็นธรรมะใหญ่ ที่ผู้ใดจะเข้ามาศึกษาก็ได้ เมื่อศึกษาแล้วได้ปัญญาความรู้ก็จะแสดงไว้ในธรรมของแต่ละศาสนา ธรรมะที่สอนกันในศาสนาต่างๆ จึงเป็นธรรมะที่ย่อยรองลงมา แต่การที่บุคคลจะเข้าถึง เข้าใจธรรมชาติได้นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย มีความแตกต่างและดูขัดแย้งกันได้ในแต่ละศาสนา  สิ่งสำคัญคือ แต่ละบุคคลควรอาศัยธรรมะเพื่อเข้าถึงซึ่งธรรมชาติเบื้องต้นได้

2)   เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์

2.1)   สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์ประจักษ์ไม่ได้ ในจักรวาลนี้ มีพลังงานที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอีกมากมาย พลังงานเหล่านั้นไม่สูญสลายหายไปไหน และมีที่มาจากมนุษย์และธรรมชาติ ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของมนุษย์และธรรมชาติได้ เช่น พลังจากดิน, น้ำ, ลม และไฟ พลังงานในตัวมนุษย์ก็มี สามารถตรวจวัดได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ เมื่อมนุษย์ตายลงพลังงานเหล่านี้ ส่วนหนึ่งไม่สูญหายไปไหน ยังคงมีผลกระทบต่อมนุษย์และธรรมชาติอยู่ต่อไป แม้มนุษย์คนหนึ่งเกิดมา ก็จะมีพลังงานบางส่วนไหลเข้ามาในกายมนุษย์ ตลอดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งชีวิต เช่น พลังงานความร้อนก็ดี, พลังงานที่เคยอยู่ในตัวมนุษย์ด้วยกันก็ดี พลังงานที่ส่งผลกระทบต่อธรรมชาติและมนุษย์ได้โดยที่มนุษย์มองไม่เห็นนี้ มนุษย์เคารพนับถือในฐานะ “สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มองไม่เห็น” ซึ่งในแต่ละศาสนาจะเรียกแตกต่างกันไป เช่น พระเจ้า, เทพเจ้า, พรหม, พระพุทธเจ้า, ปรมาตมัน, ลมปราณ, พระอรหันต์ ฯลฯ ทุกอย่างเหล่านี้ มนุษย์จะเคารพนับถือทั้งหมด แต่มนุษย์อาจมีบุญวาสนาได้อาศัยศึกษากับบางท่านเท่านั้นตามกำลังบุญบารมีของมนุษย์ ไม่จำเป็นว่าต้องได้ทั้งหมด หรือได้พบเห็นได้ศึกษาทั้งหมดก็หาไม่

2.2)   สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์ประจักษ์ได้ ในชีวิตของมนุษย์มนุษย์นี้ มีสิ่งที่มีผลมีอิทธิพลต่อชีวิตมนุษย์มากมาย ที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น แม่น้ำที่มนุษย์ใช้ทุกวัน, ครูที่สอนมนุษย์, เจ้านายของมนุษย์ ฯลฯ สิ่งที่มีพลังขับดันขับเคลื่อนมีอิทธิพลต่อชีวิตของมนุษย์ทั้งหมดนี้  มนุษย์พึงให้ความเคารพ

โดยหลักการนี้  มนุษย์ถือว่าทุกอย่าง เป็นธรรมชาติและมนุษย์นับถือธรรมชาติ เป็นพระธรรม จึงนับถือทุกอย่างเท่าเทียมกันหมด เช่น ครูเป็นที่เคารพของศิษย์ ศิษย์ให้ความนอบน้อม ศิษย์ก็เป็นที่เคารพของครู   การนับถือทั้งสิ่งที่รับรู้ได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัสและที่รับรู้ไมได้ด้วยอวัยวะรับสัมผัส ทำให้ต้องใช้ปัญญาอย่างมากที่จะเคารพและไม่กระทำการล่วงเกินต่อสิ่งที่ทั้งมองเห็นและมองไม่เห็นใดๆ

3) เคารพสิ่งมีคุณ

3.1)   สิ่งมีคุณที่ไม่มีชีวิต สรรพสิ่งใดๆ ที่ไม่มีชีวิตแต่มีคุณต่อมนุษย์แล้ว มนุษย์ควรให้ความเคารพ แสดงความเคารพ และเคารพอย่างสูงสุดต่อสิ่งนั้นๆ ได้แก่ โลก, ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, ดวงดาว, ท้องฟ้า, แม่น้ำ, ภูเขา, พื้นดิน ฯลฯ เป็นต้น ทุกสิ่งที่มีคุณ แม้ไม่มีชีวิต มนุษย์ควรให้ความเคารพทั้งสิ้น หากมนุษย์หลงลืมสิ่งมีคุณเหล่านี้ เพียงเพราะเขาไม่มีชีวิต ไม่มีปากเสียงที่จะบอกแก่มนุษย์ได้ มนุษย์ก็จะทำการละเมิดล่วงเกินสิ่งเหล่านี้ เช่น ทำลายแม่น้ำ, ทำให้แม่น้ำสกปรก สุดท้าย มนุษย์เองที่ได้รับผลเสียจากการไม่เคารพสิ่งที่มีคุณที่ไม่มีชีวิตเหล่านี้

3.2 )   สิ่งมีคุณที่มีชีวิต สรรพสิ่งใดๆ ที่มีชีวิตและมีคุณต่อมนุษย์แล้ว มนุษย์ควรให้ความเคารพ แสดงความเคารพ และเคารพอย่างสูงสุดต่อสิ่งนั้นๆ ได้แก่ พระราชา, พระสงฆ์, ขุนนาง, นักการเมือง, พ่อแม่, คู่รัก, ลูก, เจ้านาย, ลูกน้อง, ครูบาอาจารย์, หมู, หมา, แมว, ต้นไม้ ฯลฯ ทุกชีวิตที่มีคุณ มนุษย์ควรให้ความเคารพทั้งสิ้น

การเคารพนี้ ไม่ใช่การยึดมั่นถือมั่น เพราะหากยึดมั่นถือมั่นแล้ว คงต้องยึดมั่นถือมั่นทุกอย่าง แต่ละอย่างก็แตกต่างหลากหลายกันไป สุดท้ายก็จะไม่รู้จะยึดมั่นอะไร เพราะเคารพทุกอย่างนั่นเอง การจะเข้าสู่ภาวะการเคารพทุกอย่าง เพราะทุกอย่างเป็นธรรมชาติ เป็นธรรมะ ได้นั้น บุคคลต้องฝึกจิตให้เป็นกลาง มีใจกว้างใหญ่ไพศาล ไม่ยึดมั่นถือมั่นใดๆ เลย ก็จะเข้าถึงสภาวะการเคารพทุกอย่างได้ อนึ่ง การเคารพสิ่งมีคุณนี้ มนุษย์เลือกเฉพาะสิ่งที่มีคุณต่อมนุษย์ ในขณะที่การเคารพธรรม นั้น มนุษย์ไม่แบ่งแยกเลยว่าจะเป็นธรรมชาติที่ให้คุณหรือโทษแก่มนุษย์ หากเขาให้โทษแก่มนุษย์ มนุษย์เคารพด้วยการไม่ปะทะ ไม่ทำลาย ไม่ต่อกร ไม่โต้แย้ง ปล่อยให้เขาทำไป ปล่อยวางเพราะเคารพเขา ส่วนการเคารพในสิ่งที่มีคุณนี้ มนุษย์เลือกได้ เช่น การกำหนดวันเคารพครู, วันเคารพพ่อแม่ เป็นต้น โดยปกติ การเคารพสิ่งมีคุณมนุษย์จะทำเป็นกิจวัตร ส่วนสิ่งที่ไม่มีคุณหรือให้โทษนั้น มนุษย์จะไม่เอามาเป็นการเคารพแบบพิเศษ หรือแบบแสดงความเคารพเป็นวันๆ (เช่น วันพระ) แต่มนุษย์จะแสดงออกถึงความเคารพด้วยการไม่ก่อกรรม ไม่ต่อต้าน ไม่ทำลาย ไม่โต้แย้ง ไม่ถกเถียง ปล่อยธรรมชาติส่วนที่ทำลายมนุษย์ให้เขาทำไปอย่างนั้น นี่คือ การเคารพธรรม

 

สรุป

ฝ่ายนักกิจกรรมด้านสัตว์เน้นการปฏิบัติอย่างเท่ากัน (equality) ระหว่างมนุษย์กับสัตว์ในฐานะสิ่งมีอยู่ของโลกนี้เช่นเดียวกัน ในขณะที่สวนสัตว์ได้กระทำการลิดรอนสิทธิในการมีอิสรภาพ (freedom) ของสัตว์ อีกทั้งในทางปฏิบัติที่ผ่านมาก็มีหลักฐานเชิงประจักษ์จำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่าสวนสัตว์ส่วนใหญ่ไม่ได้จัดให้มีระดับคุณภาพชีวิตที่ดีแก่สัตว์แม้กระทั่งด้านการอยู่รอด โดยที่ยังไม่ได้ขยายขอบเขตรวมไปถึงด้านคุณภาพของสิ่งแวดล้อมที่อยู่อาศัย การจำกัดอาณาเขตของที่อยู่อาศัยของสัตว์ไว้ในกรงเล็กๆ ซึ่งไม่ใช่สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมของสัตว์ไม่ว่าจะชนิดใดเลยก็ตาม

องค์กรเอกชนและองค์กรไม่แสวงหากำไรต่างถือเอามโนคตินี้เป็นจุดยืน (stand point) ในการเดินหน้าประท้วง ต่อต้าน ขัดขวางและทำลายกิจกรรม ที่เชื่อได้ว่าเป็นการทำทารุณกรรมสัตว์ไม่ว่าจะทางตรงหรือทางอ้อม เช่น การต่อต้านการค้าสัตว์ป่า  การรณรงค์ให้ปิด-เลิกสวนสัตว์เอกชนขนาดเล็ก ด้วยเชื่อว่าสวนสัตว์ขนาดเล็กนั้นไม่มีสมรรถนะในระดับการจัดการสวนสัตว์อย่างเพียงพอที่จะดูแลสัตว์ป่าต่างๆ ได้ในระดับคุณภาพชีวิตที่ดี และพากันโจมตีในขอบข่ายของการเป็นสถานที่นันทนาการ โดยระบุว่าเป็นความไม่คุ้มค่า และเป็นความไร้คุณธรรมที่นำสัตว์มากักขังเพียงเพื่อความสุขของมนุษย์ที่เที่ยวพักผ่อนด้วยการดูสัตว์ อีกทั้งยังเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนของเจ้าของสวนสัตว์ผ่านการจัดจำหน่ายอาหารเลี้ยงสัตว์ หรือสัตว์เหล่านี้เป็นดั่งสิ่งพึงสังเวชเพื่อขอรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตเมตตา ซึ่งเท่ากับลิดรอนคุณภาพชีวิตของสัตว์เหล่านี้ให้ต่ำลงไปอีกด้วย ดังวลีที่ฝ่ายอนุรักษ์มักใช้สื่อถึงสวนสัตว์ เช่น สวน(ทรมาน)สัตว์ หรือคุกขังสัตว์ เป็นต้น

ในขณะเดียวกัน สวนสัตว์ขนาดใหญ่แม้ยังมีความพร้อมในการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อการอยู่อาศัยที่ใกล้เคียงธรรมชาติของสัตว์นั้นจึงอยู่ในจุดยอมรับได้อย่างไม่เต็มใจ แนวปะทะจึงย้ายไปอยู่ที่การได้มาซึ่งสัตว์ป่า นั่นคือ การแลกเปลี่ยนสัตว์ป่าระหว่างสวนสัตว์หรือการจัดหาสัตว์ป่าเพิ่มเติมของสวนสัตว์ เพื่อให้เห็นว่ากระบวนการจัดการของสวนสัตว์นั้นไม่ได้ทำไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และไม่ได้นำมาซึ่งความสุขแก่ประชาชนจำนวนมาก นั่นคือ วิพากษ์ผ่านหลักมหสุขของลัทธิประโยชน์นิยม โดยนำข้อพิจารณาจริยศาสตร์มาให้หักล้างทั้งด้านเหตุผลเชิงเศรษฐศาสตร์ ธรรมเนียม ประเพณี สังคม (กีรติ บุญเจือ, 2551) ดังตัวอย่าง กรณีแพนด้าของสวนสัตว์เชียงใหม่ โดยชี้ถึงความไม่คุ้มค่าของการสร้างที่อาศัยสำหรับแพนด้าที่มีมูลค่ามหาศาล รวมถึงการบ่งชี้ถึงการให้ความสำคัญกับแพนด้ามากกว่าช้างซึ่งเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าในทางประวัติศาสตร์และเป็นสัตว์ประจำชาติไทย (แพนด้าถูกรัก ช้างไทยถูกทิ้ง, 2552) กระแสความคิดเช่นนี้เป็นดั่งคลื่นถาโถมให้เกิดการถกแถลงในระดับต่างๆ ทั้งในโลกโซเชียลเน็ตเวิร์ค รวมไปถึงในวงวิชาการต่างๆ โดยขยายตัวจากการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันกับเผ่าพันธุ์อื่นไปสู่การปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันทุกเผ่าพันธุ์

 

อ่าน animal and zoo [2]

อ่าน animal and zoo [4]

2 thoughts on “animal and zoo [3]

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s