เมื่อเรารักการศึกษา

เมื่อเรารักการศึกษา เราย่อมต้องแสวงหาความรู้ตามความชอบ ความสนใจ และเรียนรู้ได้อย่างเต็มกำลัง แต่กระนั้น ปัญหาการศึกษาในปัจจุบันทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงระบบทำให้เรารักการศึกษาน้อยลงไป เราเรียนรู้เพื่อให้รู้ความรู้ต่างๆ มากมาย เพื่อจะได้มีความรู้ไปทำงานหาเลี้ยงตัวเองได้ มีเงินและร่ำรวย มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามความคิดวาดฝันของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม กับดักชีวิตเกิดขึ้นเหมือนเราเดินตามแผนที่ชีวิตแล้วแผนที่นั้นกลับเป็นแผนที่ที่วาดขึ้นเป็นแบบร่าง ในความเป็นจริงมันมีกับดักหลุมพรางอยู่จำนวนมาก หลายคนเดินตกกับดักไปแล้วขึ้นมาไม่ได้ บางคนขึ้นมาได้ก็บาดเจ็บ หลายคนฉลาดพอจะเห็นกับดักได้ก่อนก็เลยกระโดดข้ามไป รอดตัวพ้นสถานกาณ์ แต่ก็ระแวงระวังว่าข้างหน้าจะมีกับดักอะไรอีก หลายคนมีระดับการศึกษาสูงสุดเท่าที่มีได้ในโลกใบนี้แต่กับตกกับดักชีวิต จึงหันไปมองและเห็นว่า การศึกษากลายเป็นกับดักเสียเองด้วย พอรู้ตัวว่าการศึกษาเป็นกับดัก ก็ทำให้รู้สึกว่า ตนนั้นโง่เขลาที่ไปหลงรักการศึกษา แล้วอะไรจึงจะทำให้เราฉลาดขึ้นได้

ปรัชญากับการรอดพ้นกับดักการศึกษา

ปรัชญาคือ การรักในการจะเป็นผู้ปราดเปรื่อง ผู้ปราดเปรื่องคือ คนที่มีปัญญา มีความคิดและมีความรู้ที่เพียงพอ เหมาะสม ในสมัยโบราณจึงมิใช่เพียงการเรียนเพื่อให้รู้ แต่เรียนเพื่อให้คิดเป็น การศึกษาจึงเป็นการเรียนรู้ที่จะคิดให้เป็น การเรียนที่สำคัญในยุคโบราณคือ เรียนปรัชญา

การเรียนปรัชญาก็เพื่อรู้ปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก ปัญหานั้นเป็นปัญหาอะไรก็ได้ ปัญหาเหล่านี้บ้างก็ความรู้เฉพาะสาขาวิชา เป็นความรู้ที่ตายตัวแล้ว แต่ในบางปัญหาก็ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่นอนตายตัวได้ จึงยังเป็น “ปัญหาปรัชญา” ต่อไป

ปรัชญามุ่งหา “คำตอบที่เป็นไปได้” นั่นคือ 1) มีเหตุผลสนับสนุนให้เห็นว่าเป็นคำตอบได้ หรือ 2) คำอธิบายคำตอบก็ไม่ขัดแย้งในตัวเอง และ 3) ไม่ไร้ความหมาย

ปัญหาปรัชญาเกิดจากสมรรถนะคิดของมนุษย์ จึงต้องฝึกมองให้เห็นปัญหาไว้ให้มาก ย่อมได้เปรียบผู้ที่มองไม่เห็นปัญหา เพราะย่อมจะสามารถมองเห็นปัญหาที่คนธรรมดามองเองไม่เห็น รู้จักมองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้ และรู้จักเก็บส่วนดีจากทุกคำตอบมาเป็นหลักยึดเหนี่ยวของตน

การศึกษาจึงทำให้ผู้เรียนเห็นถึงความสืบเนื่องของความคิดมนุษย์ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน คือ รู้แนวความคิด แนวทางคำถาม คำตอบและแนวทางปฏิบัติตามแนวความคิดนั้นๆ และแนวความคิดอื่นๆ ในยุคก่อนหน้า ในยุคเดียวกัน และในยุคต่อๆ มา

ทั้งนี้ อะไรที่มนุษย์คิดกันนั้นต้องคิดให้ถึงระดับปรัชญาคือ ความเป็นจริง (reality) และสิ่งค้ำประกันความจริง (criterion of truth)  ปรัชญาเน้นระบบคิดของมนุษย์ให้มองหาคำตอบทุกคำตอบที่เป็นไปได้ สมรรถภาพคิดของมนุษย์จึงไม่เพียงอยู่ที่สมรรถภาพสมอง (brain) แต่อยู่ที่จิต (mind-soul) และความอยากรู้อยากฉลาดของมนุษย์ (curiosity) นำไปสู่การสนใจในเนื้อหาความรู้ต่างๆ ที่ได้มีการคิดและตกทอดต่อไป

คนที่เรียนปรัชญาจึงไม่เคยเชื่อแผนที่ชีวิตที่คนอื่นทำไว้ แต่เกิดคำถามจากแผนที่แผ่นอื่นเพื่อนำมาหาคำตอบและวาดแผนที่ชีวิตของตนเองขึ้นใหม่ เขาจะมองกับดักเป็นความท้าทายต่อสมรรถนะคิดของเขา เขาจะใช้วิธีการฝึกฝนความคิดแบบต่างๆ การตรึกตรองด้วยปัญญาและการลงมือปฏิบัติ  สุดท้าย เขาก็จะทิ้งแผนที่ชีวิตอีก ๑ ฉบับไว้ให้แก่คนรุ่นถัดไป เพื่อจะได้ศึกษาและเกิดคำถามต่อๆ ไปรุ่นสู่รุ่น

tree of comtemplative technique

การศึกษากับอุตสาหกรรมการศึกษา

ปัจจุบัน การศึกษาเป็นทั้งสินค้าและบริการ ในขณะเดียวกันก็เป็นปัญหาของทุกๆ ประเทศ ปรัชญาการศึกษา นโยบายการศึกษา รวมไปถึงเครื่องมือในการศึกษาได้ถูกนำมาไตร่ตรอง ทดลองใช้ แตกต่างหลากหลายกันไปในแต่ละที่แต่ละทาง คนส่วนหนึ่งชื่นชมอย่างนี้ คนอีกส่วนหนึ่งกลับบอกว่าทำอย่างนี้ยังไม่หมดปัญหา แท้จริงอาจสร้างปัญหาอีกอย่างขึ้นแทนในไม่ช้า วังวนของการศึกษาจึงเกิดขึ้น วาทกรรมการศึกษาจำนวนมากเกิดขึ้นมาจากทั้งฝ่ายที่ต้องการสนับสนุนและฝ่ายค้านในแต่ละเรื่องอย่างพร้อมเพียงกัน กลายเป็นความสับสนในทุกๆ สังคม ในทุกๆ ครอบครัว ในทุกๆ ตัวตนของคนแต่ละคน ทั้งในการศึกษาระดับต้น กลาง สูง และการศึกษาแบบทางเลือกตลอดชีวิต ยังเกิดวาทกรรมการเรียนรู้ที่ทับซ้อนให้เห็นว่าแตกต่างก็ยิ่งนำไปสู่ความเคลือบแคลงและมืดมัวในใจของแต่ละคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการศึกษาทั้งของตนเองและคนอื่น

วิทยาศาสตร์ทำให้ทุกอย่างถูกมองเป็นระบบ เป็นขั้นตอน เป็นเครื่องจักรสำหรับผลิต ซึ่งต้องมีผลผลิต การศึกษามีผลผลิตเป็นผู้จบการศึกษา เป็นผู้ที่ต้องไปประกอบอาชีพ ไปทำงาน ทำให้เกิดความกดข่มและขัดแย้งแตกแยกกันระหว่างการศึกษาในสาขาวิชาชีพเฉพาะกับสาขาวิชาวิชาการทั่วไป ฝ่ายหนึ่งมีงานอาชีพแน่นอน เรียนรู้ในความรู้เฉพาะของสาขาตนเท่านั้น อีกฝ่ายจบไปทำงานอะไรก็ได้ยกเว้นงานวิชาชีพเฉพาะ เรียนรู้ได้หลากหลายแต่ก็ยังไม่อาจผลิตคนที่รอบรู้รอบคอบรอบด้านได้ สุดท้ายนำไปสู่การถกเถียงเรื่องคุณค่าของใบประกาศจบ ใบปริญญา และการศึกษาในฐานะอุตสาหกรรม มิใช่ในระดับศิลปวิทยาการอีกต่อไป

ระบบการศึกษาได้กลายเป็นเครื่องจักรผลิตที่ตกรุ่น ล้าสมัย ผลิตสิ่งที่มีคุณภาพต่ำลงจากที่คาดหวังไว้ กลายเป็นสินค้าที่ผู้ผลิตและผู้รับสินค้าต่อก็บ่นกันไปมา ต่างโทษให้เป็นความผิดพลาดของอีกฝ่าย เป็นหน้าที่ต้องทำของอีกฝ่าย จนในยุคไม่นานมานี้ สินค้ามีชีวิตนี้ก็เป็นฝ่ายบ่นขึ้นมาเอง สินค้ากำลังเรียกร้องวิธีการผลิตและวัตถุดิบใหม่ที่ดีกว่าเดิม ซึ่งผู้ผลิตเองก็ยังไม่รู้ว่าจะหามาจากไหนหรือแม้หาได้ก็ไม่รู้ว่าจะใช้อย่างไร ส่วนผู้รับสินค้าก็เพียงรับรู้และคาดหวังว่าสินค้าที่ได้ใหม่จะดีกว่าเดิม กลายเป็นปัญหาที่ทับลงไปอีกชั้นหนึ่ง

ในวงการวรรณกรรมและภาพยนตร์ก็ได้ผลิตเนื้อหาที่ย้ำซ้ำเตือนเรื่องเหล่านี้ การศึกษาเป็นเรื่องพิเศษอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงต้องมีความรู้ แต่ต้องมีความคิด และรู้จักปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามครรลองของคุณธรรมแห่งยุคสมัยด้วย

การเรียนรู้กับชั่วโมงการศึกษา

แต่โบราณพันปีล่วงมา เรียนคาบละ ๒๒ นาที วันละ ๘ คาบ พักระหว่างคาบ ๑๐นาที คิดอย่างง่าย วันหนึ่งเรียกันเพียง ๓ ชั่วโมง เวลาที่เหลือมีไว้ใช้ชีวิต เรียนรู้การใช้ชีวิตจากเพื่อน จากอาจารย์ จากพ่อแม่และครอบครัว การศึกษาขยับมาเป็นระบบโรงเรียน เรียนกันวันละ ๗ ชั่วโมง คาบละ ๕๐ นาที วันละ ๗ พักระหว่างคาบ ๑๐ นาที ทั้งวันจึงใช้ชีวิตแต่กับเพื่อน ได้เรียนรู้จากครูอาจารย์ก็ลดลงเพราะครูอาจารย์ก็ต้องไปสอนห้องเรียนอื่น จากพ่อแม่และครอบครัวยิ่งน้อยลงไปใหญ่ เพราะอยู่กันแค่ตอนเช้าก่อนไปเรียนและหลังเลิกเรียนซึ่งก็มีเวลาน้อยลงอย่างน่าใจหาย ถูกชั่วโมงการเดินทางเข้ามาช่วงชิงเวลาไป

ในปัจจุบัน การเรียนรู้เริ่มหันกลับมามองว่า การเรียนในระบบการศึกษาที่นักเรียนเรียนกันวันละหลายๆ ชั่วโมง หรือในบางประเทศที่มีการปรับให้มีการเรียนครึ่งวัน การทำกิจกรรมครึ่งวัน ต่างก็เกิดบนหลักการที่ว่า สมองมนุษย์ต้องมีการพัฒนาการและจำเป็นต้องรู้ข้อจำกัดในการรับข้อมูล ร่วมกับการพัฒนาร่างกายและการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ มิใช่เพียงการเรียนความรู้ให้มากที่สุดอย่างเช่นในอดีต ๒๐๐ ปี มานี้

การจัดชั่วโมงการศึกษาควรตระหนักถึงหลักการสำคัญ คือ ให้ผู้เรียนได้เรียนจากครูอาจารย์ในสิ่งที่จำเป็นต้องรู้ และได้ค้นคว้าหาความรู้เองในสิ่งที่เขาอยากรู้ เมื่อจัดกรอบเนื้อหา ๒ ส่วนนี้ให้สมดุลได้ จะเรียนกี่คาบ คาบละกี่นาที ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป

ความรักในระหว่างการศึกษา

เมื่อเรารักการศึกษา เราจึงใช้เวลากับการศึกษาตั้งแต่อายุน้อยๆ เช่น เรียนอนุบาลตั้งแต่ ๓ ปี จนกระทั่งจบการศึกษาในระดับการศึกษาภาคบังคับ ๙ ปี ก็จะมีอายุ ๑๕ ปี หากเรียนสูงกว่านั้นก็จะเรียนไปจนถึงอายุ ๑๘ ปี ก่อนที่จะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วเรียนจนจบปริญญาตรี โท เอก อย่างเร็วที่สุดก็เรียนจบเมื่ออายุ ๒๗ ปี ดังนั้นชีวิตวัยรุ่นจึงอยู่กับการศึกษา หากแต่ชายและหญิง หรือเพศใดๆ ต่างก็เป็นช่วงของการแสวงหาความรู้ในการใช้ชีวิต ความรักจึงเกิดขึ้นมาในช่วงเวลานี้เช่นกัน

ชายและหญิงที่ศึกษาในยุคสมัยโบราณย่อมใช้เวลาพักระหว่างคาบ นั่นคือ มีเวลา ๑๐ นาที ในการพบปะกันในสถานที่รโหฐาน (เร้นลับ) เป็นที่ยอมรับกันในทางปฏิบัติ เป็นขนบที่สังคมยอมรับให้เกิดขึ้น เมื่อมาถึงยุคกลาง การศึกษาถูกวางขนบใหม่ให้รู้แต่ในหมู่ชาย ฝ่ายหญิงเรียนรู้เพียงงานบ้านเรือน ทำให้การพบเจอกันล้วนอยู่นอกสถานศึกษา เป็นที่รโหฐานที่ต้องลอบเร้นหนีเรียนไปพบเจอกัน ปัจจุบัน ทั้งชายและหญิงต่างก็ได้รับโอกาสในการศึกษา แต่ขนบเดิมยังดำเนินไป ไม่อาจแอบพบกล่าวคำรักในสถานที่ศึกษา ต้องหลีกห่างไปยังที่รโหฐานอีกเช่นกัน กลายเป็นปัญหาหนีเรียนเหมือนเดิม

จุดนี้ถูกคนทุกยุคสมัยมองว่าเป็นกับดักชีวิต ริรักในวัยเรียน และเป็นสิ่งกีดขวางการเรียน หากเปิดใจกว้างๆ หลายคู่หลายคน ต่างช่วยกันเรียนช่วยกันรู้ นำพากันไปจนพบตัวเองว่าอยากเรียนอยากรู้อะไร สนใจอะไร หากสังคมเปิดขนบให้เห็นว่า การมีความรักในระหว่างการศึกษาเองก็เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง มีความน่าสนใจและเป็นประสบการณ์ชีวิต ขนบนี้ย่อมทำให้กับดักชีวิตอย่างหนึ่งกลายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ที่ดีที่สุดได้ ความรักในระหว่างการศึกษาจึงไม่ใช่สิ่งต้องห้าม แต่ต้องบริหารจัดการให้เหมาะสมด้วยสมรรถนะคิดที่รอบคอบ รอบด้านของผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้อง

การปรับทรรศนะทางความคิดด้านการศึกษา

การจะเปลี่ยนกรอบความคิด (mindset) ทรรศนะด้านการศึกษานั้น จุดสำคัญคือ คนทุกๆ รุ่นจะต้องตื่นขึ้นมารู้จักตัวเองก่อน เมื่อรู้ตัวเองแล้วด้วยวิธีการและเครื่องมือต่างๆ เราจะรู้ว่า เนื้อแท้แล้วเราแต่ละคนต้องการอะไร การศึกษาที่เป็นในระดับศิลปวิทยาการนั้นจึงจะเป็นศิลปะอย่างแท้จริง ผู้เรียนเลือกที่จะเรียนในสิ่งที่ตนอยากเรียน ผู้ผลิตสร้างเนื้อหาและระบบรองรับการผลิตที่ปรับเปลี่ยนได้ฉับไว ผู้รับสินค้าเปิดใจรับต่อสินค้าที่ต่อไปหน้าตาจะแตกต่างกัน ไม่ใช่สินค้าอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตเหมือนกันจำนวนมาก แต่เป็นการผลิตสินค้าหนึ่งเดียว ชิ้นเดียว แม้จะชื่อเหมือนกันแต่ต่างกันในรายละเอียด สังคมที่มีระบบยอมรับสินค้าเช่นนี้ได้ จึงจะทำให้การศึกษาเป็นไปตามความคิดความฝันของเหล่านักการศึกษาและนักปรัชญาการศึกษาที่ชี้นำ ชี้แนะกันอย่างมากมายในขณะนี้

ในขณะที่การศึกษาในระดับวิชาชีพและระดับเทคนิค การคัดเลือกคนให้เหมาะสมกับวิชาชีพและเทคนิคนั้นสำคัญพอๆ กับความสามารถในการเรียนรู้ของคนๆ นั้น ได้คนเก่งมาเรียนวิชาชีพ หรือเชิงเทคนิค เขาย่อมเรียนเก่งจนจบ แต่หากคนที่ได้ไม่เหมาะสมกับวิชาชีพ เขาก็มักไม่ได้ประกอบวิชาชีพนั้น รวมไปถึงหากยังประกอบวิชาชีพอยู่ก็มักมีปัญหาไม่มากก็น้อย

ความลงตัวของการศึกษาใน 3 กลุ่ม กลุ่มวิชาการทั่วไป กลุ่มวิชาชีพเฉพาะ กลุ่มเทคนิค จะเกิดขึ้นเมื่อผู้เรียนรู้ว่าตัวเองชอบเรียนอะไร และเรียนไปเพื่ออะไร ไม่เรียนไปตามกระแส และด้วยการรู้ตัวเช่นนี้ ย่อมไม่ตกลงไปในกับดักชีวิตโดยง่ายอีกต่อไป

สรุป

การศึกษาแต่เดิมเรียนทุกอย่างที่เป็นวิชาการในฐานะการเรียนปรัชญา เรียนเพื่อให้ปราดเปรื่องมีความรู้ ความคิดและคุณธรรม เมื่อเน้นการผลิตผู้มีความรู้จำนวนมากในยุควิทยาศาสตร์ ทำให้การศึกษากลายเป็นระบบผลิตสินค้าอุตสาหกรรม สุดท้ายพบเจอสินค้าไม่ได้คุณภาพตามความคาดหวังของสังคม แต่ละคนพบกับดักชีวิต จึงต้องปรับเปลี่ยนอย่างกระทันหันทำให้ต้องย้อนไปมองร่องรอยที่เดินผ่านมา สิ่งที่ย้อนกลับมาดูอับดับแรก กลายเป็นชั่วโมงเรียน ซึ่งดูเหมือนจะมีปัญหาที่ชั่วโมงเรียนมากเกินไป แต่การแก้ปัญหาไม่ใช่การลดชั่วโมงเรียน แต่คือ การจัดเนื้อหาการเรียนที่เหมาะสม ความรักในระหว่างการศึกษา ขนบแต่เดิมล้วนลอบเร้นซ่อนแอบไว้ แต่หากปรับมุมมองมาเป็นการเรียนรู้กับดักชีวิตย่อมน่าจะเป็นเนื้อหาการเรียนรู้ที่น่าศึกษา สุดท้าย การปรับทรรศนะทางคามคิดด้านการศึกษาจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตื่นขึ้นมาจากกรอบคิดที่ครอบงำให้มารู้จักตัวเอง แล้วใช้ตัวเองนั้นแหละตั้งเข็มให้เล็งทิศของการศึกษาอย่างที่ตนต้องการ ผู้ผลิตสร้างเนื้อหาและระบบรองรับให้ไว สังคมเปิดใจรับสินค้าที่แตกต่างกันในระดับรายละเอียดรายชิ้น การคัดเลือกคนที่เหมาะกับการเรียนวิชาชีพเฉพาะและเชิงเทคนิคจะทำให้การศึกษามีความลงตัวยิ่งขึ้น เมื่อเราเดินออกมาจากความมืดสู่ความสว่างไสวของปัญญา เราย่อมเดินเดินไปพร้อมสมรรถนะคิดที่จะเข้าใจแผนที่ชีวิตของตคนอื่นและวาดแผนที่ชีวิตของตนเองได้

อ่าน วาทกรรม 4.0 X การศึกษาไทย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s