ปรัชญาจิตวิทยา: บทที่ 6 การเรียนรู้ [ความฉลาดทางอารมณ์]

ความฉลาดทางอารมณ์

ความฉลาดอารมณ์ (Emotional Intelligence) ได้ชื่อว่าเป็นตัวรักษาสมดุลกับเชาวน์ปัญญา คนที่มีปัญญามากถ้ามีเชาวน์อารมณ์ที่สูงก็จะเป็นคนเก่งและดี การกำกับตัวเองและเข้าสังคมได้ดี อันเป็นปัจจัยไปสู่การอยู่ร่วมกับผู้อื่นและประสบความสำเร็จในชีวิต ในปี 1920 ธอร์นไดค์ (Edward Thorndike,1874-1949) ได้ชี้ให้เห็นถึงความสามารถในการเข้าใจผู้อื่นมีความสัมพันธ์กันอย่างเหมาะสมในชื่อ ความฉลาดทางสังคม (Social Intelligence) แต่ไม่ได้โด่งดังเท่าเรื่อง Throndike’s effect และในยุคนั้นสนใจความฉลาดทางปัญญา (Intelligence Quotient) เพื่อจัดประเภทคนฉลาด

ในปี 1990 Mayer and Salovey (1993) ได้บัญญัติคำว่า ความฉลาดทางอารมณ์ขึ้นเป็นครั้งแรกและได้สรุปว่าความฉลาดทางอารมณ์เป็นเรื่องของทักษะในการปรับตน 3 ประการ คือ ขั้นรู้ตน, ควบคุมอารมณ์และเชาวน์อารมณ์ ต่อมาในปี 1997 ได้ปรับปรุงแนวคิดต่างๆซึ่งช่วยให้เป็นพื้นฐานในการศึกษาของนักจิตวิทยารุ่นต่อมา ความฉลาดทางอารมณ์เริ่มเป็นที่รู้จักอีกครั้งในปี 1995 Daniel Goleman  นักจิตวิทยาได้เขียนหนังสือชื่อ“Emotional Intelligence : Why It can Matter More Than IQ”  และนิตยสารไทม์ได้ตีพิมพ์บทความเรื่ององค์ประกอบของอีคิว (The EQ Factor) ซึ่งทำให้เป็นที่รู้จักทั่วโลก

สำหรับในทางปรัชญามองว่าอารมณ์เป็นสิ่งที่เกิดจากปัญญา โดยมีปัญญาทำหน้าที่บอกว่าเรารู้สึกอะไร และต้องแสดงพฤติกรรมออกไปอย่างไร ทั้งนี้ ปัญญาเป็นส่วนที่นำไปสู่ความฉลาดในการให้เหตุผลต่างๆ อีกด้วย ดังนั้น ผู้ที่มีความฉลาดในการคิด การให้เหตุผล และเป็นผู้มีอารมณ์ที่ดี จึงจะถือได้ว่าเป็นผู้มีปัญญา หากขาดด้านใดด้านหนึ่งก็จะถือว่าด้อยปัญญา อย่างไรก็ตามคนทั่วไปนำคำว่าด้อยปัญญามาใช้ในกรณีที่คนๆ นั้น ไม่ฉลาด จดจำหรือให้เหตุผลได้ไม่ดีเท่านั้น ปรัชญาจึงมีหน้าที่ต้องชี้แจงให้เกิดความเข้าใจโดยต้องสนใจในทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ (emotion theory) โดยมีนิยามสำคัญคือ อารมณ์หมายถึง สภาวะความหวั่นไหวของร่างกายเป็นความรู้สึกที่รุนแรงทำให้จิตใจปั่นป่วนและแสดงพฤติกรรมออกมาไม่เป็นปกติ พฤติกรรมที่แสดงออกมักรุนแรงกว่าธรรมดาและมักควบคู่ไปกับความเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ

  1. ทฤษฎีอารมณ์ของเจมส์-เลนจ์ (James-Lange Theory) เชื่อว่า มนุษย์มีอารมณ์เพราะมีสิ่งเร้าอารมณ์ ร่างกายรับรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลงสัญญาณประสาทไปยังสมอง ทำให้เกิดอารมณ์
  2. ทฤษฎีปัญญา (cognitive theory) อารมณ์คือ การแปรความเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกภายในที่บอกคุณภาพและลักษณะออกมา ความรู้สึกภายในเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพที่เกิดจากปฏิกิริยาทางสมองโดยเฉพาะส่วนของ Hypothalamus และ Limbic System โดยทำหน้าที่ผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์และสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดความรู้สึกในจิตใจซึ่งความรู้สึกในจิตใจนี้ไม่ใช่ระดับความเปลี่ยนแปลงที่สมบูรณ์แต่ความรู้สึกส่วนมากเกิดจากอารมณ์กระตุ้นภายนอกเมื่อเป็นเช่นนี้จึงทำให้ประสาทรู้สึกเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในมากขึ้น

Wagner and Sternberg (1985) ได้เสนอความฉลาดในการปฏิบัติ ได้สรุปว่า คนที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงจะมีพฤติกรรมที่เอื้อต่อความสำเร็จในการบริหารงานและชีวิต สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทคือ

  1. การครองตน (managing self) หมายถึง ความสามารถในการบริหารจัดการตนเองในแต่ละวันให้บรรลุเป้าหมายได้สูงสุดเช่น การจัดลำดับของกิจกรรมที่ต้องทำการกระตุ้นชี้นำตนเองให้มุ่งสู่ผลสำเร็จ การสร้างแรงจูงใจที่ดีให้แก่ตนเองกล้าเสี่ยงไม่ท้อถอย รู้ขีดความสามารถและศักยภาพของตนเอง
  2. การครองคน (managing others) หมายถึง ทักษะความรู้ในการบริหารคนอื่นและความสัมพันธ์ทางสังคม ความสามารถเข้ากับผู้อื่นได้ มอบหมายงานให้ตรงกับทักษะ ความรู้ความสามารถของผู้ปฏิบัติแต่ละคน ให้รางวัลตามผลงานที่ปฏิบัติ
  3. การครองงาน (managing career) หมายถึง การจัดความสำคัญความจำเป็นของตนให้สอดคล้องกับสิ่งที่องค์การให้ความสำคัญโน้มน้าวผู้ที่เกี่ยวข้องให้เห็นความสำคัญเห็นดีเห็นงามด้วยซึ่งเป็นการสร้างผลกระทบที่ดีแก่สังคม องค์การ ตลอดจนประเทศชาติ

ดังนั้น การเรียนรู้ด้านอารมณ์จึงมีความสำคัญต่อบุคคลที่จะเข้าใจอารมณ์ของตนเอง และมีความฉลาดทางอารมณ์ โดยมีการแบ่งออกเป็นการวัดที่เรียกว่าเชาว์อารมณ์ (emotional quotient) ซึ่งเป็นความรู้ ความคิด ความเข้าใจ ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ของตนเอง ผ่านประสบการณ์และการเรียนรู้ โดยจิตวิทยาได้ทำการศึกษาและแบ่งประเภทของเชาว์อารมณ์ออกเป็นด้านต่างๆ

  1. เชาวน์อารมณ์ของซาโลเวย์และเมเยอร์ (Salovey and Mayer, 1990) ได้แบ่งเชาวน์อารมณ์ออกได้ 4 ด้าน ได้แก่
  • การรับรู้ การประเมินและการแสดงออกทางอารมณ์ (perception appraisal and expression of emotion) เป็นความสามารถในการที่บุคคลรับรู้ ประเมินอารมณ์และมีแนวโน้มที่จะแสองอารมณ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์
  • การกระตุ้นความคิด (emotional facilitation of thinking) เป็นความสามารถในการสร้างอารมณ์ที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการคิด การใช้ปัญญาอย่างเป็นระบบ
  • การวิเคราะห์และเข้าใจในอารมณ์และการใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์ (understanding and analyzing emotions : using emotional knowledge) เป็นความสามารถในการเข้าใจอารมณ์และสามารถวิเคราะห์อารมณ์ของตนเองได้ โดยนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการแสดงตนในสังคม
  • การควบคุมอารมณ์ (adaptive regulation of emotion) เป็นความสามารถในการควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อที่จะได้แสดงพฤติกรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์นั้นๆ
  1. เชาว์อารมณ์ของบารอน (Baron, 1992) มองเชาว์อารมณ์ว่าเป็นองค์ประกอบของความสามารถส่วนตัว อารมณ์และสังคมในการที่บุคคลจะปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่
  • การเข้าใจตนเอง (personal understanding) เป็นความสามารถในการเข้าใจตนเอง การกล้าแสดงออกในด้านความคิดเห็นและความรู้สึกของตนเอง และความมีสติ
  • มนุษยสัมพันธ์ (emotion to human relation) เป็นความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น มีน้ำใจ ห่วงใย และความจริงใจกับผู้อื่น
  • การปรับตัว (emotional adaptation) เป็นความสามารถในการตรวจสอบความรู้สึก ความเข้าใจและปรับอารมณ์ให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง มีความยืดหยุ่นทางด้านความคิดและความรู้สึก
  • การจัดการความเครียด (stress management) เป็นความสามารถในการจัดการกับความเครียดทางอารมณ์ที่เกิดขึ้นจากสถานการณ์ต่างๆ
  • การจูงใจตนเอง (motivation) เป็นความสามารถในการจูงใจตนเอง การมองโลกในแง่ดี และมีการแสดงออกอย่างมีความสุข มีการสร้างอารมณ์เพื่อจูงใจตนเองในการทำสิ่งต่างๆ
  1. เชาว์อารมณ์ของโกลแมน (Goleman, 1995) ได้แยกเชาวน์อารมณ์ออกเป็นด้านต่างๆ ได้แก่
  • การตระหนักรู้อารมณ์ (knowing one’s emotion) เป็นความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในอารมณ์ของตนเองได้ตามจริง และประเมินอารมณ์นั้นอย่างตรงไปตรงมา มีความมั่นใจในตนเอง
  • การบริหารอารมณ์ (managing emotion) เป็นความสามารถในการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ รู้จักควบคุมอารมณ์ มีความรับผิดชอบ รู้จักปรับตัวและมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
  • การจูงใจตนเอง (motivation oneself) เป็นความสามารถในการจูงใจตนเองโดยการสร้างอารมณ์และนำมาใช้ในการสร้างพลังในการกระทำสิ่งต่างๆ และเป็นกำลังใจให้แก่ตนเอง เกิดความผูกพันต่อสิ่งต่างๆ มุ่งความสำเร็จและมองโลกในแง่ดี
  • การรู้จักสังเกตความรู้สึกผู้อื่น (recognizing emotion in others) เป็นความสามารถในการที่จะทำความเข้าใจในอารมณ์ความรู้สึกของผู้อื่น มีความเห็นอกเห็นใจ มีความรู้สึกเอาใจเขามาใส่ใจเรา มีจิตใจใฝ่บริการ และสามารถตระหนักรู้อารมณ์ร่วมของกลุ่มได้
  • การรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น (handling relationships) เป็นความสัมพันธ์ในการจัดการกับอารมณ์ของผู้อื่น นำลักษณะความเป็นผู้นำ การสื่อสาร การจัดการความขัดแย้ง และมนุษย์สัมพันธ์อันดีมาประยุกต์ใช้เพื่อรักษาสัมพันธภาพอันดีระหว่างกันกับบุคคลอื่น

จุง (Carl Jung, 1875-1961) เสนอว่า อะไรที่ดีสำหรับเราอาจไม่เหมาะสมสำหรับเขาก็เป็นได้ ดังนั้นต้องเปิดใจรับรู้คนอื่นในมุมมองที่ไม่ตัดสิน ไม่มีอคติ แล้วย่อมจะเข้าใจอีกฝ่ายมากยิ่งขึ้น ความฉลาดทางอารมณ์แสดงแนวคิดทางปรัชญาว่าด้วยปรัชญาแห่งการดูแล (philosophical basis of caring) ซึ่งเป็นกระแสที่มาพร้อมปรัชญาหลังนวยุค นำโดย Garol Gilligan (1936-ปัจจุบัน) นักสตรีนิยม นักจริยธรรม นักจิตวิทยา โดยถือว่าสตรีนิยมจะต้องการมีมุมมองด้านการดูแล (care perspective) และนำไปสู่การตัดสินใจเชิงคุณธรรม มนุษย์ย่อมมีพลังที่จะมุ่งไปสู่เป้าหมายคือคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งมีความแตกต่างกันไป

ผู้เขียนนำเสนอเรื่องการเรียนรู้ในมโนทรรศน์ K-L-M ได้แก่ Knowledge-Learning-Memory เพื่อแสดงกระบวนการในการเรียนรู้ของมนุษย์ตามแนวทางประสบการณ์นิยม และนำเสนอความฉลาดทางอารมณ์อันเป็นส่วนหนึ่งของกระแสมนุษยนิยมที่เน้นคุณธรรม จริยธรรม ตามแนวทางปรัชญาหลังนวยุคเพื่อเปิดพื้นที่สำหรับการเข้าใจแนวทางความฉลาดหรือ wise man ตามกรอบความคิดมนุษย์อุดมคติต่อไป

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s