น้ำหอมเฉพาะบุคคล

น้ำหอม คือ สารละลายหอมระเหยที่มีกลิ่น การใช้น้ำหอมตั้งอยู่บนหลักการว่า กลิ่นหอมมีผลต่ออารมณ์และร่างกาย กลิ่นทำให้เกิดความรู้สึกผ่อนคลาย ร่างกายก็จะผ่อนคลายด้วย กลิ่นทำให้กระตือรือล้น ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนให้กระฉับกระเฉงตื่นตัวด้วย อีกทั้งยังสร้างความรู้สึกที่ดีแก่ผู้อื่นที่ได้กลิ่นจากผู้ใช้อีกด้วย เป็นการเพิ่มความประทับใจ

ในสมัยโบราณมีการใช้เครื่องหอม น้ำหอม เพื่อการถวายแก่เทพเจ้า ด้วยเชื่อว่า กลิ่นคือสิ่งที่ดีที่สุดในการสื่อสารและเป็นสิ่งที่เทพเจ้าชื่นชอบ โดยมีตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพเจ้าและกลิ่นที่ชอบของเทพแต่ละองค์แตกต่างกันไป

การใช้น้ำหอมแพร่หลายอย่างมาในยุคเรเนซองส์ของฝรั่งเศส และได้กลายเป็นที่นิยมไปทั่วโลกในปัจจุบัน

น้ำหอมเฉพาะบุคคล

น้ำหอมเฉพาะบุคคลเป็นรูปแบบการทำน้ำหอมโดยผู้ปรุงๆ น้ำหอมให้แก่คนๆ เดียว บนฐานของการเทียบกลิ่นกับกลิ่นตัวของผู้ใช้ และกลิ่นใหม่ที่ปรุงจะมีผลอย่างไรต่อกลิ่นของผู้ใช้ในภาพรวม ต่อมา ได้มีการนำหลักโหราศาสตร์ ชะตาราศี ระบบธาตุ ระบบพลังงาน มาใช้ในการวางแผนการปรุงกลิ่นน้ำหอมให้เหมาะสมกับบุคคลยิ่งขึ้น  ช่วยเสริมบุคลิกของคนให้ดูดีมีเสน่ห์ยิ่งขึ้น  ช่วยให้ได้รับโชคดีจากกลิ่นที่เหมาะสม เป็นปัจจัยสนับสนุนทั้งจากปัจจัยกายภาพและปัจจัยจิตวิทยาอีกด้วย น้ำหอมตามราศี

การปรุงน้ำหอม

น้ำหอมทำจากน้ำมันหอมที่สกัดจากดอกไม้ธรรมชาติหรือสังเคราะห์ โดยผสมกับแอลกอฮอล์ (วอดก้าคุณภาพสูง 80 – 100 proof  คือ มีปริมาณแอลกอฮอล์ 40% – 50%) ในปริมาณเหมาะสม

การใช้น้ำหอม คือ ใช้ทาหรือพ่นตามเสื้อผ้าหรือร่างกาย น้ำหอมจะระเหยออกมาพร้อมกับส่งกลิ่นหอมออกมาด้วย

การได้กลิ่นน้ำหอม

น้ำหอมไม่ได้มีการใช้กลิ่นๆ เดียว แต่เป็นการปรุงผสานกลิ่นต่างๆ ทับซ้อนกันเป็นชั้นๆ  เรียกกันว่า “notes” ดังนั้น เวลาฉีดน้ำหอมลงบนผิวกาย ก็จะค่อยๆ ได้กลิ่นน้ำหอมทีละชั้น (note) ตามลำดับการได้กลิ่น ดังต่อไปนี้

  1. Top notes คือกลิ่นแรกที่แตะจมูกคุณ และเป็นกลิ่นที่จะจางหายไปก่อนเพื่อน ปกติก็คือภายใน 10 – 15 นาที  top notes หลักๆ ของน้ำหอมสมัยนี้ เช่น โหระพา (basil), มะกรูด (bergamot), เกรปฟรุต, ลาเวนเดอร์, มะนาว (ทั้งมะนาวเหลือง (lemon) และเขียว (lime)), มินต์, ดอกส้ม (neroli), โรสแมรี่ แล้วก็ส้มเกลี้ยง (sweet orange)
  2. Middle notes จะปรากฏหลัง top notes จางไป เป็นแก่นแท้ของน้ำหอม  ซึ่งก็จะแตกต่างกันไปแล้วแต่ว่าน้ำหอมนั้นจัดอยู่ในตระกูลไหน เช่น  น้ำหอมแบบ oriental (ออกแนวเครื่องเทศ), woody (โทนอุ่น), fresh (เบาๆ ใสๆ) หรือ floral (เน้นกลิ่นดอกไม้)  เช่น กลิ่นพริกไทยดำ, กระวานเทศ (cardamom), คาโมมายล์ (chamomile), อบเชย (cinnamon), กานพลู (clove), ใบต้นเฟอร์ (fir needle), มะลิ, สนจูนิเปอร์ (juniper), ตะไคร้ (lemongrass), ดอกส้ม (neroli), จันทน์เทศ (nutmeg), กุหลาบ, ไม้โรสวู้ด (rosewood)  กระดังงา (ylang-ylang)
  3. Base notes ช่วยเสริมเติมแต่ง middle notes ให้ยิ่งโดดเด่น นับเป็นธีมหลัก หรือฐานของน้ำหอม เป็นกลิ่นสุดท้ายที่จะคงอยู่ ติดผิวนาน 4 – 5 ชั่วโมง  เช่น ไม้สนซีดาร์ (cedarwood), สนไซเปรส (cypress), ขิง, พิมเสน (patchouli), สน (pine), ไม้จันทน์ (sandalwood), วานิลลา แล้วก็หญ้าแฝก (vetiver)  

การปรุงน้ำหอมจึงต้องปรุงกลิ่นให้เข้ากับและใช้สัดส่วนที่เหมาะสม แม้จะมีวิธีและสัดส่วนมาตรฐานเช่น ให้ใส่ base notes ก่อน จากนั้น middle notes แล้วปิดท้ายด้วย top notes สัดส่วนที่แนะนำในการผสม notes ต่างๆ ของน้ำหอมก็คือ top notes 30%, middle notes 50% แล้วก็ base notes 20% แต่ในการปรุงน้ำหอมก็สามารถบิดหรือแปลงสัดส่วนได้ตามกลิ่นที่เลือกมาปรุง

ประเภทของน้ำหอม

ระบบการผลิตน้ำหอมแบ่งน้ำหอมออกเป็น 4 ชนิดหลัก ๆ ตามระดับความเข้มข้นของกลิ่นหอม

Eau de Perfume ‘EdP’ คือน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอม ในสัดส่วนที่ 10-20%
Eau de Toilette ‘EdT’ คือน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอม ในสัดส่วนที่ 5-15%
Eau de Cologne ‘EdC’ คือน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอม ในสัดส่วนที่ 3-8%
Eau de Solide ‘EdS’ คือน้ำหอมที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอม ในสัดส่วนที่ ~1%

วิธีการเก็บรักษา
เก็บรักษาที่อุณหภูมิประมาณ 27 องศาเซลเซียส (อุณหภูมิห้อง)
ห้ามโดนอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียส แม้จะเป็นเวลาเพียงเล็กน้อย

wiki How การทำน้ำหอม

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s