Philosophy

เวลาที่เดินช้าลงจากการทำงานที่ไม่รีบเร่งที่สะท้อนอยู่ในรูปแบบวิถีชีวิตของยุโรป ทำให้ข้าพเจ้าชอบความสบายใจอย่างนี้ด้วยคิดว่า “เราเป็นส่วนหนึ่งของทุกสิ่งและไม่ได้เป็นอะไรเลยกับทุกสิ่ง” การที่ไม่ต้องยึดติดใด ๆ กับความเป็นตนเอง ไม่มีใครสนใจว่าเราเป็นใครมาทำอะไร เพียงแต่พูดคุยทักทายซื้อขายสินค้า และเป็นมนุษย์คนหนึ่งเท่านั้น ความสบายใจนี้ทำให้ไม่ค่อยสนใจกับคำวิพากษ์วิจารณ์และกลายมาเป็นนิสัยอย่างหนึ่งของข้าพเจ้ามาจนถึงปัจจุบัน คือ “คิดจะทำอะไรก็ทำ ถ้าไม่คิดจะทำอย่างไรเสียก็ไม่ทำ”

ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้านนี้ ข้าพเจ้าได้มีโอกาสร่วมทำงานกับ ศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือ ราชบัณฑิต สาขาปรัชญา ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติในระหว่าง พ.ศ. 2550 – 51 การทำงานในครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้าสนใจในปรัชญาตะวันตกยิ่งขึ้น การได้อ่านงานปรัชญาของศาสตราจารย์กีรติ บุญเจือทำให้ผู้วิจัยได้มีความเข้มแข็งทางความคิดและขยายเครือข่ายความคิดได้กว้างออกไปกว่าเดิมมาก จึงได้ศึกษาในระดับปริญญาเอกในสาขา “ปรัชญาและจริยศาสตร์” ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ในปี พ.ศ. 2551-57 โดยวางฐานคิดไว้ที่ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง (moderated postmodern philosophy)

door